
ธกส.ควักเงินช่วยเกษตรกรนาเกลือ-ไร่อ้อย
ธกส.ควักเงินช่วยเกษตรกรนาเกลือ-ไร่อ้อย ที่ได้รับผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำ
ธกส.ควักเงินช่วยเกษตรกรนาเกลือ-ไร่อ้อย ที่ได้รับผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำ
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้เข้าช่วยเหลือเกษตรกรนาเกลือจังหวัดเพชรบุรี ที่กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากราคาผลผลิตตกต่ำอยู่ในขณะนี้ โดยการสนับสนุนสินเชื่อในรูปของการรับจำนำผลผลิตและการลงทุนสร้างยุ้งฉางเพื่อเก็บผลผลิตและรอราคา คิดเป็นวงเงินสินเชื่อจำนวน 63 ล้านบาท จากสมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำนาเกลือจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมือง และอำเภอชะอำ ที่ได้แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 142 ราย
ทั้งนี้ สินเชื่อจำนวนดังกล่าว จำแนกเป็นสินเชื่อรอการขายผลิตผลทั้ง 142 ราย จำนวนเงิน 42 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณเกลือที่รับจำนำประมาณ 4 หมื่นตัน และสินเชื่อเพื่อลงทุนสร้างและปรับปรุงยุ้งฉาง 69 ราย จำนวนเงิน 20 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. จะให้กู้รายละไม่เกิน 6 แสนบาท แยกเป็นค่ารอการขายผลิตผลไม่เกิน 3 แสนบาท กำหนดชำระคืนไม่เกิน 6 เดือน แต่ไม่เกินวันที่ 30 พ.ย.2553 และค่าลงทุนสร้างหรือปรับปรุงยุ้งฉางไม่เกิน 3 แสนบาท กำหนดชำระคืนไม่เกิน 5 ปี แต่ไม่เกินวันที่ 30 มิ.ย.2558 อัตราดอกเบี้ย MRR หรือเท่ากับ 6.75% ต่อปี ซึ่งคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) จะชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 3% ต่อปี เป็นระยะเวลา 8 เดือน
สำหรับการประเมินราคาเกลือทะเลที่ใช้จำนำเป็นหลักประกันคำนวณจากราคาของเกลือทะเลคุณภาพเกรดคละซึ่งซื้อขายกันในพื้นที่ ปัจจุบันอยู่ที่เกวียนละ 1,250 บาท โดยปล่อยกู้ไม่เกิน 80% ของราคาประเมิน หรือไม่เกินเกวียนละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นการรับจำนำแบบถูกหลักการ คือไม่ฝืนราคาตลาด ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้อีก 3-4 เดือน ราคาในตลาดจะสูงขึ้น ตรงนี้จะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรมาไถ่ถอน
นายลักษณ์ กล่าวอีกว่า ธ.ก.ส. ยังได้สนับสนุนสินเชื่อตามโครงการสินเชื่อสำหรับการจัดซื้อรถตัดอ้อยเพื่อแก้ปัญหาอ้อยไฟไหม้และการขาดแคลนแรงงานตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ต.ค.2552 ให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลเพื่อซื้อรถตัดอ้อย โดยจะให้การสนับสนุนสินเชื่อปีละ 1,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2553 - 2555 รวมเป็นเงิน 3,000 ล้านบาท วงเงินกู้ต่อรายหรือต่อกลุ่มไม่เกิน 15 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย MRR – 2.00 ต่อปี ซึ่งเท่ากับ 4.75% ต่อปี
ทั้งนี้ จะเรียกเก็บจากเกษตรกรผู้กู้ในอัตรา 2% ต่อปี และรัฐบาลเป็นผู้รับภาระชดเชยดอกเบี้ยส่วนต่าง 2.75% ต่อปี เช่นเดียวกับโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยระยะที่ 2 โดยกำหนดชำระหนี้คืนภายใน 6 ปี ทั้งนี้ รถตัดอ้อยที่จะซื้อต้องเป็นรถใหม่หรือหากเป็นรถที่ผ่านการใช้งานแล้วต้องมีสภาพดีสามารถใช้งานได้ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 ปี ซึ่งราคารถใหม่ที่ต้องนำเข้าจะอยู่ที่คันละ 15 ล้านบาท







