
"บาโบแลต" ธุรกิจครอบครัวสุดแกร่ง
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ “ธุรกิจครอบครัว” จะดำเนินการอยู่ภายใต้ลูกหลานหรือบุคคลภายในครอบครัว
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ “ธุรกิจครอบครัว” จะดำเนินการอยู่ภายใต้ลูกหลานหรือบุคคลภายในครอบครัว หลังจากที่หมดยุคของผู้บุกเบิกไปแล้ว ยิ่งเฉพาะกับธุรกิจที่ก่อตั้งมาเป็นเวลานับร้อยปี ทว่าสำหรับ “บาโบแลต” ผู้ผลิตแร็กเกตเทนนิสจากฝรั่งเศส สามารถสานต่อธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ว่าธุรกิจแห่งนี้จะมีอายุเกือบ 140 ปีแล้วก็ตาม
แรกเริ่มเดิมที ธุรกิจแห่งนี้ผลิตสายและเอ็นที่ใช้กับเครื่องดนตรีจากไส้ของสัตว์ โดยมี “ปิแอร์ บาโบแลต” เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น ก่อนที่ วอลเตอร์ คล็อปตัน วิงฟิลด์ หนึ่งในผู้บุกเบิกกีฬาเทนนิส ได้เข้ามาติดต่อกับบาโบแลต เพื่อให้บริษัทผลิตเส้นเอ็นจากไส้ของสัตว์เพื่อใช้ในเกมกีฬาชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า “สไพริสไตค์”
ในเวลาต่อมา กีฬาเทนนิสได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ยอดขายเอ็นของบาโบแลตก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอีก หลังจากที่ เรเน่ ลาคอสต์ ซึ่งเป็นนักเทนนิสที่ใช้เอ็นของบาโบแลตชนะการแข่งขันเฟรนช์ โอเพ่น ในปี 1925 และตั้งแต่นั้นมา ในทุกๆ ปี ต้องมีนักกีฬาที่ใช้เอ็นของบาโบแลตที่ชนะในรายการแกรนด์สแลม
จนปัจจุบันนี้ ธุรกิจแห่งนี้ตกทอดมาถึงมือของ “อีริค บาโบแลต” ชายวัย 44 ปี ซึ่งเป็นลื่อของปิแอร์ โดยฝีมือการทำธุรกิจของชายคนนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะสามารถสานต่อธุรกิจได้ แม้ว่าช่วงแรกเจ้าตัวจะไม่พร้อมก็ตาม
เนื่องจากพ่อของอีริคได้เสียชีวิตกะทันหัน จากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในปี 1998 ทำให้ในขณะนั้น อีริคที่มีวัยเพียง 28 ปี ต้องสานงานของที่บ้านต่อในทันที ซึ่งก่อนหน้านั้นคุณพ่อของอีริคได้ริเริ่มให้บาโบแลตผลิตแร็กเกตเทนนิสออกจำหน่ายในปี 1994 แล้ว
“แม้ผมจะยอมรับว่าผมไม่พร้อม แต่ผมก็ไม่มีความลังเลใจเลยที่จะรับตำแหน่งงานที่ใหญ่ที่สุด” อีริค กล่าว
กระนั้นก็ตาม แม้อีริคมีเป้าหมายที่ต้องการสร้างยอดขายของบาโบแลตเพิ่ม แต่ก็ไม่มีเงินทุนมากเพียงพอที่จะเป็นสปอนเซอร์ให้กับนักกีฬาคนใด จึงเลือกที่จะใช้นโยบายของพ่อ โดยการแจกจ่ายแร็กเกตให้กับนักเทนนิสที่ไม่มีชื่อเสียง ซึ่งบุคคลดังกล่าวที่ได้รับแร็กเกตฟรี ยกตัวอย่าง เช่น ราฟาเอล นาดาล,แอนดี ร็อดดิก และคิม ไคลจ์สเตอร์ส
ต่อมา นักเทนนิสโนเนมเหล่านี้ ที่ได้ใช้แร็กเกตของบาโบแลตก็ชนะการแข่งขันแกรนด์สแลม ซึ่งได้ทำให้ยอดขายของบริษัทพุ่งทะยานขึ้นทันที
อีริค จึงได้ใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นของบริษัทในการขยายไปผลิตสินค้าอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้ารองเท้า และอุปกรณ์ต่างๆ จนทำให้ในปัจจุบันนี้ผลประกอบการของธุรกิจในปีที่แล้วสูงถึง 147ล้านยูโร (ราว 6,468 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากช่วงที่อีริคเข้าดูแลกิจการในปี 1998 ที่ 23 ล้านยูโรเท่านั้น
“ภรรยาผมรู้จักภรรยาน้อยของผมดี ซึ่งนั่นก็คือ บริษัทของผมเอง” อีริค ทายาทรุ่นที่ 4 ของบาโบแลต กล่าวทิ้งท้าย







