posttoday
การกลับมาแข็งค่าของเงินบาท

การกลับมาแข็งค่าของเงินบาท

14 กรกฎาคม 2557

ธนาคารกสิกรไทยคาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.30 โดยคาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น จะเห็นว่าตั้งแต่สัปดาห์สุดท้ายของเดือน มิ.ย.เป็นต้นมา ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐของผู้นำเข้าเพื่อชำระค่าสินค้าหมดลงแล้ว ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่มีแนวโน้มจะกลับมาขยายตัวได้ดีอย่างชัดเจน ทำให้เรามองว่านักลงทุนต่างชาติจะยังใช้โอกาสช่วงนี้ที่ดอกเบี้ยยังต่ำ และความผันผวนในตลาดการเงินมีน้อยในการเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่าในประเทศพัฒนาแล้ว

ธนาคารกสิกรไทยคาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.30 โดยคาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น จะเห็นว่าตั้งแต่สัปดาห์สุดท้ายของเดือน มิ.ย.เป็นต้นมา ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐของผู้นำเข้าเพื่อชำระค่าสินค้าหมดลงแล้ว ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่มีแนวโน้มจะกลับมาขยายตัวได้ดีอย่างชัดเจน ทำให้เรามองว่านักลงทุนต่างชาติจะยังใช้โอกาสช่วงนี้ที่ดอกเบี้ยยังต่ำ และความผันผวนในตลาดการเงินมีน้อยในการเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่าในประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 ปัจจัย ที่น่าจะช่วยหนุนความต้องการซื้อสินทรัพย์ไทยและหนุนเงินบาทให้แข็งค่าขึ้น คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่านายโจโกวีได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ไป ส่งผลดีต่อมุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อการเข้ามาลงทุนในเอเชียโดยรวม เนื่องจากนักลงทุนมองว่านายโจโกวีจะสามารถปฏิรูปเศรษฐกิจอินโดนีเซียให้กลับมาฟื้นตัวได้ หลังจากที่อินโดนีเซียซบเซาลงมากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

ประกอบกับธนาคารกลางมาเลเซียมีมติว่าจะปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% มาที่ 3.25% ทำให้เงินริงกิตแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะหนุนเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นด้วย เนื่องจากเงินริงกิตและเงินบาทเคลื่อนไหวใกล้เคียงกันมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่หลังจากที่ไทยมีปัจจัยทางการเมืองมากดดันทำให้เงินบาทอ่อนค่ากว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นเมื่อความกังวลด้านการเมืองลดลง เงินบาทจะกลับมาเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับริงกิตอีกครั้ง โดยอาจมีแรงเข้าซื้อหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากหากพิจารณาการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ จะเห็นว่าต่างชาติลดการถือครองไปน้อยกว่าระดับค่าเฉลี่ย 5 ปีแล้ว ประกอบกับราคาหุ้นไทยเมื่อเทียบกับผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน (P/E ratio) ยังนับว่าถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งด้วย

ขณะที่ปัจจัยทางเทคนิคสะท้อนว่าปริมาณการซื้อขายเงินบาทที่ 32.1732.19 เป็นระดับที่มีการซื้อขายหนาแน่นที่สุดในวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ก่อน ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าหลุดระดับค่าเฉลี่ย 30 50 และ 200 วัน และดัชนี Relative Strength Index (RSI) เริ่มส่งสัญญาณว่านักลงทุนขายเงินเหรียญสหรัฐมากเกินไปแล้ว ดังนั้นเราจึงมองว่าอาจทำให้มีแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐกลับขึ้นมาบ้าง และเงินบาทสามารถกลับมาเคลื่อนไหวในแดน 32.20 อีกครั้ง ส่วนตัวเลขที่อาจเข้ามากระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนในสัปดาห์หน้า คือ จีดีพีของจีนและดัชนีค้าปลีกของสหรัฐ

ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบมาตลอดสัปดาห์ ก่อนจะปรับแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในวันเดียวมาที่ 32.39 มาที่ 32.17 หลัง คสช. กล่าวว่า อยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปดูแลเงินบาทให้อยู่ในระดับ 32.00 และไม่ให้ผันผวนมากเกินไป เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ส่งออก หนุนให้เงินทุนจากกองทุนต่างชาติไหลเข้ามาพักเงินในตลาดหุ้นไทย 7,759 ล้านบาท และแรงซื้อพันธบัตรไทยอยู่ที่ 17,339 ส่วนใหญ่เข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้น ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุสั้นๆ ปรับลดลงเล็กน้อย สะท้อนว่านักลงทุนไม่อยากพักเงินนานนัก

แต่ผลตอบแทนของหุ้นกู้ตลาดรองกลับไม่เปลี่ยนแปลงมากจากสัปดาห์ก่อน ผลตอบแทนหุ้นกู้อายุ 6 เดือน (ความน่าเชื่อถือ AAA) ซื้อขายกันที่ 2.85%-2.90% ส่วนอายุ 4 5 ปี (ความน่าเชื่อถือ A+) ซื้อขายกัน 4.09%4.10% และในสัปดาห์หน้าจะมีการเสนอพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษของกระทรวงการคลัง สำหรับปีงบประมาณ 2557 แบ่งเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 7 ปี ดอกเบี้ย 4.25% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4.75% ต่อปี มูลค่าการเสนอขายทั้งหมด 30,000 ล้านบาทค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ 1.3642 ปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาปิดที่ 1.3621 (ณ วันพฤหัสบดี เวลา 17.00 น.) ตามปัจจัยทางเทคนิค เพราะตัวเลขภาคการผลิต การส่งออก และดุลการค้าของเยอรมนี ยังออกมาน่าผิดหวังขยายตัวต่ำกว่าที่ตลาดคาด ธนาคารกลางยูโรโซนต้องดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายต่อไป โดยช่วงกลางสัปดาห์ ประธานอีซีบีได้กล่าวสุนทรพจน์เพื่อตอกย้ำกับตลาดอีกครั้งว่า อีซีบีอาจอาจมาตรการที่คล้ายคลึงกับ Q.E. เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ยังมีเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ตลาดจับตาตัวเลขเงินเฟ้อที่จะออกมาในสัปดาห์นี้

ด้านค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 102.03 เคลื่อนไหวในกรอบแคบตลอดสัปดาห์ที่ 101.32102.20 เพราะขาดประเด็นใหม่ๆ ผลักดันตลาด แต่ช่วงปลายสัปดาห์ รายงานการประชุม FOMC บ่งชี้ว่าเฟดจะคงท่าทีการผ่อนคลายนโยบายการเงินไปอีกระยะหนึ่ง ทำให้ความต้องการเงินเหรียญสหรัฐปรับลดลง ส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นได้เล็กน้อย บวกกับท่าทีของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ไม่อยากจะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมยังทำให้ค่าเงินเยนไม่ปรับอ่อนค่าลงมากส่วนสัปดาห์นี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะมีการประชุมนโยบายการเงินอีกครั้ง ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเราจะยังไม่เห็นมาตรการเพิ่มเติมจากญี่ปุ่นในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี การประมาณการค่าเงินเยนในระยะยาวที่ระดับ 105 ณ ช่วงปลายปีนั้น น่าจะเป็นการสะท้อนว่าตลาดกำลังรอมาตรการบางอย่างเพิ่มเติมจากญี่ปุ่นอยู่ ช่วงปลายสัปดาห์ ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นมาที่ 101.32 (ณ วันพฤหัสบดี เวลา 17.00 น.)

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน