
เอสเอ็มอีเห็นแววฟื้นรับวาระแห่งชาติ คสช.
การเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า นโยบายหลักด้านหนึ่ง คือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันได้นั่งเป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ด สสว.) ด้วยตัวเอง
การเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า นโยบายหลักด้านหนึ่ง คือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันได้นั่งเป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ด สสว.) ด้วยตัวเอง
สำหรับการประชุมบอร์ด สสว.นัดแรก เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ณ กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ ได้เห็นชอบและกำหนดให้ “การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นวาระแห่งชาติ” พร้อมพิจารณาปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเอสเอ็มอีทั้งระบบ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกลั่นกรองงานให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภายหลัง คสช.เข้ามาบริหารประเทศ สถานการณ์ของเอสเอ็มอีเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ การใช้จ่ายของภาครัฐและภาคเอกชน ตัวเลขประมาณการเอสเอ็มอีของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในไตรมาส 2/2557 มีโอกาสเป็นบวก
ขณะที่การส่งออกของเอสเอ็มอีในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2557 มีมูลค่า 757,526 ล้านบาท ขยายตัว 7.5% จากช่วงเดียวกันของปี 2556 ทางด้านการนำเข้ามีมูลค่า 865,816 ล้านบาท หดตัว 18.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงว่าใช้ของภายในประเทศมากขึ้น
“แนวโน้มครึ่งปีหลัง การส่งออกและการนำเข้า การจัดตั้งกิจการใหม่และการยกเลิกกิจการ น่าจะมีทิศทางในเชิงบวกจากการที่เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ขยายตัว ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ต่ำ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่คลี่คลายลง” วิฑูรย์ กล่าว
สำหรับการประชุมบอร์ด สสว.นัดแรกภายใต้ คสช.นั้น ที่ประชุมได้พิจารณาปรับโครงสร้างเพื่อยกระดับ สสว.ให้มีขอบเขตงานที่กว้างขึ้น เกิดความเป็นเอกภาพ มีการบูรณาการร่วมของส่วนราชการทุกกระทรวงและภาคเอกชน ทั้งในเรื่องการสนับสนุนงบประมาณ การบริหารจัดการให้เกิดความรวดเร็ว รวมถึงการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น
วิฑูรย์ กล่าวว่า การส่งเสริมและสนับสนุนเอสเอ็มอีในตอนนี้มีหลายหน่วยงานดำเนินการ จึงเห็นสมควรบูรณาการในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือให้รวดเร็วและตรงประเด็นที่ภาคเอกชนต้องการ และเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมมากที่สุด เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเงินหมุนเวียน การลงทุนเพื่อขยายกิจการ การตลาดเพื่อหาช่องทางใหม่ๆ และการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในด้านต่างๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ จะให้การส่งเสริมและสนับสนุนเป็น 4 กลุ่ม คือ ภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคบริการ และภาคเกษตร ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ที่ประชุมจึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ สสว. ร่วมหารือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อพิจารณาถึงโครงสร้างและวิธีการบูรณาการการทำงานเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี
เพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเรื่องการขยายการสนับสนุนไปสู่เอสเอ็มอีในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการจัดตั้งสภาเอสเอ็มอีเพื่อเป็นปากเสียงของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อสะท้อนความต้องการของเอสเอ็มอีทุกกลุ่มให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ และหามาตรการแก้ไขต่อไป
ทั้งนี้ ในส่วนสมาคมจะเดินหน้าผลักดันสภาเอสเอ็มอีต่อไป โดยเข้าพบและชี้แจงแนวทางดังกล่าวกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการมีสภาเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น
กำหนดให้ SMEs เป็น“วาระแห่งชาติ”บูรณาการหน่วยงานรัฐและเอกชน
ให้ความช่วยเหลือ 4 กลุ่มชัดเจน พร้อมสนับสนุนงบประมาณ...
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ว่าที่ประชุมได้กำหนดให้การส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็น “วาระแห่งชาติ” ตามนโยบายของหัวหน้า คสช. เนื่องจากเห็นว่า SMEs คือฐานรากที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะปัจจุบันมีจำนวนวิสาหกิจมากถึง 2,763,997 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 97 ของธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งหมด มีส่วนในการจ้างงานกว่า 11,414702 คน หรือ ร้อยละ 81 ของการจ้างงานรวมทั้งหมด และหากเทียบสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ เป็น GDP SMEs มูลค่าถึง 4,454,939 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 37 ของ GDP รวมทั้งประเทศ โดยเกี่ยวข้องกับการส่งออก ร้อยละ 25 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด (1,761,818 ล้านบาท) และเป็นการนำเข้า ร้อยละ 31 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด (2,369,222 ล้านบาท ดังนั้นการส่งเสริมและพัฒนา SMEs จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อจะได้ร่วมกันดำเนินการอย่างมีเอกภาพทั้งในด้านของวิธีการและงบประมาณสนับสนุน
ทั้งนี้ที่ประชุมได้กำหนดเพิ่มประเภทของ SMEs ที่ได้รับการส่งเสริมเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ ภาคการผลิต,ภาคการค้า,ภาคบริการ และภาคการเกษตร เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรของไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก หากได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสมจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับ SMEs ไทย n







