posttoday
มีความรู้เท่าไหร่ ไม่เท่ามีกำลังใจลงมือทํา

มีความรู้เท่าไหร่ ไม่เท่ามีกำลังใจลงมือทํา

09 กรกฎาคม 2557

รู้มั้ยครับ ว่าถ้าจะให้สุขภาพแข็งแรง เราควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละอย่างน้อย 30 นาที แล้วรู้มั้ยครับการรับประทานอาหารที่ดี ควรรับประทานให้ครบ 3 มื้อ โดยเฉพาะอาหารเช้าเพราะร่างกายต้องนำพลังงานมาใช้ และอาหารมื้อเย็นควรเน้นการทานอาหารที่ย่อยง่ายเช่นพวกผัก และผลไม้

รู้มั้ยครับ ว่าถ้าจะให้สุขภาพแข็งแรง เราควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละอย่างน้อย 30 นาที แล้วรู้มั้ยครับการรับประทานอาหารที่ดี ควรรับประทานให้ครบ 3 มื้อ โดยเฉพาะอาหารเช้าเพราะร่างกายต้องนำพลังงานมาใช้ และอาหารมื้อเย็นควรเน้นการทานอาหารที่ย่อยง่ายเช่นพวกผัก และผลไม้

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา แทบจะทุกคนบอกว่ารู้ แต่พอถามว่าแล้วใครทำได้บ้าง กลับพบว่าเหลือไม่ถึง 20% ที่สามารถทำได้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่จริงๆ แล้วเรารู้ว่าควรทำอย่างไร แต่เรากลับทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกันเงินรายได้เพื่อการออมอย่างสม่ำเสมอ การไม่ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็น การวางแผนการทำงานหรือการเรียนที่ดี และอื่นๆ อีกมากมาย

จริงๆ แล้วมีการศึกษามากมายระบุว่าการที่คนเราจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้นั้น ไม่เพียงแต่เราต้องมีความรู้ แต่ต้องมีกำลังใจในการลงมือทำด้วย เพราะโดยธรรมชาติคนเรามักจะทำในสิ่งที่เราเคยชิน หรือชอบอยู่ใน Comfort Zone แล้วกำลังใจในการลงมือทำต้องสร้างอย่างไร อะไรเป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างกำลังใจ หรือจูงใจให้เราลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เราไม่เคยทำ และไม่เคยชิน

จากผลงานวิจัยของ Harvard Business ชิ้นหนึ่งมีการตั้งคำถามว่า อะไรที่จูงใจให้พนักงานทำงานกับองค์กรอย่างเต็มความสามารถ บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องผลตอบแทนและรางวัล บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพ บางคนคิดว่าเป็นเรื่องการมีหัวหน้างานที่ดี ซึ่งทุกเรื่องล้วนแล้วแต่สำคัญ แต่สิ่งที่พบคือเรื่องที่พนักงานให้ความสำคัญมากที่สุด คือเรื่องการเห็นงานของตัวเองมีความคืบหน้า (Progress)

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่องค์กร หรือคนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนและมีระบบรายงานผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานเห็นความคืบหน้าของงานและผูกระบบรางวัลกับตัววัดดังกล่าว สำหรับคนทั่วไป ผมเสนอแนวทางเพื่อที่เราจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเราให้สำเร็จได้ดังนี้

1.กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นเป้าหมายที่สำคัญจริงๆ หลายครั้งคนที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เพราะมีเป้าหมายมากเกินไป และเป้าหมายแต่ละตัวก็เลื่อนลอย เช่น อยากรวย อยากผอม อยากมีบ้าน การมีเป้าหมายเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรเลือกทำตัวที่สำคัญก่อนจริงๆ และทำให้มันชัดเจน

2.กำหนดพฤติกรรมที่ส่งผลให้เป้าหมายนั้นมีความสำเร็จ เช่น ถ้าอยากผอม พฤติกรรมที่จำเป็นคือรับประทานอาหารมือเย็นที่เน้นผักและผลไม้ แล้วเก็บข้อมูลว่าเราทำตามนั้นได้กี่ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องมีหลายพฤติกรรม แต่เน้นว่าควรเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลต่อเป้าหมายจริงๆ

3.ทำตารางตัวชี้วัดจากผลลัพธ์ของเป้าหมายที่เราต้องการและพฤติกรรมที่เราทำได้ เช่น ถ้าอยากลดน้ำหนัก ก็ควรมีตัวชี้วัดเป็นจำนวนน้ำหนักของเราซึ่งเป็นเป้าหมาย และจำนวนครั้งที่เราสามารถรับประทานอาหารเย็นที่เน้นผักและผลไม้ได้ หรือถ้าเป็นเรื่องการเก็บเงิน เช่น เรามีเป้าหมายอยากเก็บเงินดาวน์รถ เราก็ต้องมีตัวชี้วัดเป็นจำนวนเงินที่เราเก็บไว้ในบัญชีที่จะใช้ดาวน์รถ และมีตัววัดเงินออมแต่ละเดือนที่เราตั้งใจว่าจะทำให้ได้ การเห็นความคืบหน้า (Progress) จากตัววัดเหล่านี้จะเป็นตัวที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เราอย่างยิ่ง เพราะการที่เห็นความคืบหน้าจะทำให้เรามีกำลังใจในการที่จะทำพฤติกรรมเหล่านั้นต่อไป แม้ว่าจะเป็นความคืบหน้าทีละเล็กละน้อยก็ตาม

4.จินตนาการภาพแห่งความสำเร็จอย่างสม่ำเสมอ เคล็ดลับนึงของการประสบความสำเร็จคือเราสามารถนึกภาพของความสำเร็จได้ชัดเจน และระลึกถึงมันเสมอ มันจะช่วยสร้างกำลังใจและตอกย้ำว่าเป้าหมายนั้นสำคัญกับชีวิตเรายังไง เช่นหลับตานึกภาพเรามีรูปร่างที่ดี ใส่ชุดที่สวยงามได้ หรือภาพที่เรากำลังขับรถที่เราต้องการไปรับคนรู้ใจ

สุดท้ายนี้ อยากฝากไว้ว่าทุกการเปลี่ยนแปลงมันจะเจ็บปวดเสมอ แต่เมื่อเราเริ่มเปลี่ยนแปลง และสามารถสร้างนิสัยนั้นได้ สิ่งเหล่านั้นจะสะสมเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่จะทำให้เมื่อเจอการเปลี่ยนแปลงอีก เราก็จะทำได้ง่ายขึ้น และสำเร็จได้มากขึ้นกว่าทุกๆ ครั้ง

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม