
แผนปฏิรูปกฎหมายและภาษีแบบเร่งด่วน (Fast Track) ตอนจบ
ในสัปดาห์นี้ เรามาติดตามแผนปฏิรูปกันต่อในด้านภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต กระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับภาษี รวมถึงบทสรุปส่งท้ายของการปฏิรูปกฎหมายและภาษีแบบฟาสต์แทร็กกันครับ
ในสัปดาห์นี้ เรามาติดตามแผนปฏิรูปกันต่อในด้านภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต กระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับภาษี รวมถึงบทสรุปส่งท้ายของการปฏิรูปกฎหมายและภาษีแบบฟาสต์แทร็กกันครับ
4. การปรับโครงสร้างภาษีศุลกากร : มาตรการระยะเร่งด่วนและระยะกลาง
มาตรการระยะเร่งด่วน
4.1 พิจารณายกเลิกเงินสินบนและรางวัลเพราะปัจจุบันเป็นช่องทางการทุจริตทั้งโดยชอบและไม่ชอบด้วยกฎหมายในการข่มขู่ผู้ประกอบการที่สุจริต เงินสินบนรางวัลนำจับจะตกเป็นของเจ้าหน้าที่ 55%
มาตรการระยะกลาง
4.2 แก้ไขกฎหมายศุลกากรให้เป็นไปตามแนวทางของนานาชาติ โดยเฉพาะการกำหนดโทษควรเป็นการเรียกเก็บภาษีทางแพ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจและกำหนดฐานความผิดอาญาให้ชัดเจน
4.3 ส่งเสริมให้บริการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน เขตปลอดภาษีอากร หรือเขตส่งออกให้สะดวกรวดเร็วและง่ายขึ้น
4.4 การลดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยบางประเภท เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการช็อปปิ้งและท่องเที่ยว
ในการที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและช็อปปิ้งและป้องกันเงินตราออกนอกประเทศจากผู้ที่ไปลงทุน จึงสมควรให้มีการพิจารณาการลดอัตราสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางการช็อปปิ้ง เช่น ฮ่องกงและสิงคโปร์ โดยการจะลดอัตราภาษีขาเข้าลงแทนที่จะมีการปล่อยให้มีการหนีภาษีสำหรับอภิสิทธิ์ชน เช่น ไวน์ ในสิงคโปร์เก็บภาษีในอัตราขวดละ 10 เหรียญสหรัฐ ไม่ว่ามูลค่าไวน์จะราคาเท่าใดหรือของแบรนด์เนมที่มีราคาสูง ก็ควรจะไปลดภาษีลงให้ใกล้เคียงกับต่างประเทศ เพราะหากบริษัทเหล่านั้นกำไรก็ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่ดี เพราะของเหล่านี้มีขายในเมืองไทยก็ขายได้ถูกกว่าสิงคโปร์และฮ่องกง เพราะค่าเช่าและต้นทุนถูกกว่า 2 ประเทศนี้มาก และจะยังมีการจ้างแรงงาน การเช่าทรัพย์สิน จากเจ้าของศูนย์การค้าได้ อันจะเป็นการครบวงจรทางเศรษฐกิจ
ปัจจุบันระหว่างเงินได้จากศุลกากรไม่ควรจะเป็นรายได้หลัก แต่รัฐบาลควรคิดถึงผลกระทบอื่นๆ ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยผลพลอยได้จากเงินได้จากการจ้างงาน และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยว แต่การกำหนดเงื่อนไขสินค้าฟุ่มเฟือย คงจะต้องดูถึงราคาสินค้าว่าเป็นของแบรนด์เนมจริงหรือไม่เพื่อคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศ เช่น กำหนดมูลค่าสินค้า ต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5,0001 หมื่นบาท เป็นต้น
5. การปรับโครงสร้างภาษีสรรพาสามิต : มาตรการระยะกลาง
5.1 ควรมีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เป็นธรรม โดยเฉพาะวิธีการกำหนดราคาให้ชัดเจนโปร่งใส
5.2 กำหนดสินค้าที่จำเป็นจริงๆ สำหรับภาษีสรรพสามิตและหากยกเว้นก็ไม่ต้องทำรายงาน เช่น ภาษีสรรพสามิต เครื่องดื่ม น้ำผลไม้
6. การปรับโครงสร้างเกี่ยวกับระงับข้อพิพาทภาษีอากร รวมทั้งการอุทธรณ์และการดำเนินคดีภาษีของกฎหมายภาษีทุกฉบับ : มาตรการระยะกลาง
6.1 ควรมีการพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทหรืออุทธรณ์ของกฎหมายภาษีทุกฉบับ โดยบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียมีส่วนในการพิจารณาและควรกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจนในการพิจารณาคำขออุทธรณ์ และไม่ควรกำหนดเงื่อนไขเรื่องอุทธรณ์ก่อนนำคดีไปสู่ศาล โดยเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิเลือกว่าจะอุทธรณ์หรือนำคดีไปสู่ศาล
6.2 ควรมีคณะกรรมการกลางวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นภาษีอากรของกฎหมายภาษี ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกในการวินิจฉัยและผูกพันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
6.3 ให้นำคดีภาษีทั้งคดีแพ่งและอาญาทางภาษีมาอยู่ในศาลภาษีอากร
7. การเสนอกฎหมายภาษีทรัพย์สินและภาษีอื่นๆ : มาตรการระยะกลาง
พิจารณายกเลิกภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ ใช้ร่างพระราชบัญญัติภาษีทรัพย์สินโดยเร็ว โดยนำร่างเดิมมาพิจารณาโดยเร็ว รวมทั้งภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีน้ำท่วม เพื่อเรียกเก็บจากผู้ได้รับประโยชน์และนำไปใช้จ่ายในท้องถิ่น
บทส่งท้าย
ความสำเร็จในการปฏิรูปภาษีนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจและประชาชนผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโดยเฉพาะการกระจายรายได้เงินภาษีที่จะนำมาใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศอย่างโปร่งใส ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการศึกษาเรื่องการปฏิรูปภาษีมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องนำเอาผลการศึกษาดังกล่าวมาพิจารณาคัดเลือก และทำให้การปฏิรูปภาษีให้เป็นจริงได้โดยยึดหลักการเก็บภาษีที่ต้องโปร่งใส เป็นธรรม สร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนทุกภาคส่วน และสร้างจิตสำนึกให้ผู้เสียภาษีและผู้ใช้เงินภาษีว่าการพัฒนาประเทศมาจากเงินภาษีต้องใช้อย่างคุ้มค่า ต้องไม่ให้มีการทุจริตการใช้เงินภาษีในทุกระดับ เลิกการทำงานแบบ NATO (No Action Talk Only) แต่ควรทำแบบ AFTA (Action First Talk After)
ภารกิจนี้เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ การปฏิรูปภาษีเป็นจริงได้ก็ต้องด้วยเจตนาแนวแน่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อการผลักดันการปฏิรูปภาษีให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง โดยผมเชื่อว่าหากจะได้รับความสนับสนุนจากประชาชนอย่างแท้จริง ก็จะสามารถปฏิรูปภาษีอากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศคืนได้อย่างแน่นอนครับ







