
รายได้แบงก์ไตรมาส 2 ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ
หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับภาครัฐเร่งทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา เช่น การเร่งจ่ายเงินคืนชาวนาค่าจำนำข้าว การตรึงราคาพลังงาน และการช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ทำให้คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป เศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายย่อยบางประเภท
หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับภาครัฐเร่งทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา เช่น การเร่งจ่ายเงินคืนชาวนาค่าจำนำข้าว การตรึงราคาพลังงาน และการช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ทำให้คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป เศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายย่อยบางประเภท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า แนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นจะส่งผลให้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีรายได้เติบโตจากธุรกิจได้ดีขึ้น โดยคาดว่าเมื่อสิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทย (10 แห่ง) จะเติบโต 1.4% ซึ่งเป็นอัตราที่เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสแรกที่เติบโต 0.6% แต่ยังเป็นอัตราชะลอตัวลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากฐานที่ค่อนข้างสูงในปีก่อน
สำหรับอัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) คาดว่าไตรมาส 2 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก หลังธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงหลังจากมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ผนวกกับสินเชื่อที่เติบโตเร่งตัวขึ้น
นอกจากนี้ รายได้จากค่าธรรมเนียมในไตรมาส 2 มีโอกาสเติบโตดีขึ้น หลังจากที่ไตรมาสแรกหดตัว 2.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเติบโตเพียง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการที่ไตรมาสแรกครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ด้านสินเชื่อด้อยคุณภาพ คาดว่าไตรมาส 2 ปีนี้ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่อยู่ที่ 2.71% แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ประกอบกับมีการติดตามดูแลคุณภาพหนี้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการออกผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาด้วย แต่เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น คาดว่าคุณภาพหนี้น่าจะผ่อนคลายลงบ้างตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2557
ทั้งนี้ แม้ว่าในไตรมาส 2 ปีนี้จะยังไม่เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจนมากนักก็ตาม แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนที่จะเริ่มทยอยเห็นผลในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อปรับตัวดีขึ้นตาม
ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์คงต้องเตรียมปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป รวมถึงภาวะการแข่งขันที่อาจจะกลับมาสูงขึ้น ด้วยการสร้างรายได้ผ่านการปล่อยสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อเอสเอ็มอี แต่ยังคงเป็นการปล่อยสินเชื่อที่ยังมีความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพราะหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง รวมทั้ง คาดว่าธนาคารพาณิชย์จะเน้นรายได้จากค่าธรรมเนียมมากขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้ารายย่อยตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความต้องการบริโภค
อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์คงต้องเตรียมรับมือกับปัจจัยท้าทายที่จะตามมาเช่นเดียวกัน คือ
1.การแข่งขันด้านราคาที่อาจเพิ่มความเข้มข้นขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มเอื้ออำนวยต่อการปล่อยสินเชื่อและธุรกิจด้านค่าธรรมเนียม จึงมีโอกาสที่จะเห็นธนาคารพาณิชย์เริ่มลดผลตอบแทนที่จะได้รับจากการปล่อยสินเชื่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายลง เพื่อรักษาฐานลูกค้าและส่วนแบ่งการตลาดไว้ รวมทั้งอาจเห็นธนาคารพาณิชย์ออกแคมเปญแข่งขันด้านค่าธรรมเนียมในการให้บริการทางการเงินบางประเภท เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าสำหรับต่อยอดในการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ด้วย แต่เป็นการเลือกใช้กลยุทธ์นี้อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่เพิ่งฟื้นตัว
2.การติดตามสภาพคล่องในระบบการเงิน เนื่องจากความต้องการใช้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องระดมเงินฝากมากขึ้น นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเดินหน้าโครงการลงทุนของรัฐ หรือโครงการช่วยเหลือต่างๆ ของธนาคารเฉพาะกิจของภาครัฐ อาจทำให้มีความต้องการระดมเงินฝากหรือตราสารทางการเงินต่างๆ ซึ่งต้องติดตามถึงขนาดและจังหวะของการระดมทุนแหล่งเหล่านั้น เพื่อประเมินผลกระทบต่อสภาพคล่องในระบบต่อไป
ทั้งนี้ ความต้องการระดมเงินออมที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ออกแคมเปญเงินฝากดอกเบี้ยสูงหนาตามากขึ้น เพื่อแข่งขันกับการระดมเงินจากภาคส่วนต่างๆ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเตรียมความพร้อมและเน้นปรับกลยุทธ์ให้รายได้เติบโตได้มากขึ้น เพื่อรองรับต้นทุนที่มีโอกาสจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน







