
ล็อกกุญแจตรวจ"โกดัง"ดันราคาข้าวเปลือกพุ่ง1พันบานต่อตัน
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
พลันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งปิดโกดังข้าวสารในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกรัฐบาล และสั่งห้ามขนย้ายโดยเด็ดขาด ก่อนมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ที่มีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งพร้อมส่งชุดเคลื่อนที่เร็ว 100 ทีม ลุยตรวจสอบโกดังข้าวทั่วประเทศในอีกไม่กี่วันนี้
ส่งผลกระทบต่อตลาดซื้อขายข้าวเปลือก และราคาข้าวสารในตลาดทันที โดยวันนี้ราคาซื้อขายข้าวทุกชนิดขยับขึ้นไม่น้อยกว่า 1,000 บาท/ตัน
“ราคาข้าวเปลือก (ความชื้น 15%) ขณะนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 8,000-8,200 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ที่ราคาข้าวเปลือกลดลงต่ำสุดที่ 7,200-7,400 บาท/ตัน หรือต่ำสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ข้าวสารในประเทศราคาขยับขึ้นเช่นกัน ราคาซื้อขายอยู่ที่ 12 บาท/กิโลกรัม จากที่เคยอยู่ที่ 10-11 บาท/กิโลกรัม ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากคำสั่ง คสช.ที่สั่งหยุดระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล ส่งผลให้ไม่มีข้าวไหลในสต๊อกไหลออกสู่ตลาด ผู้ซื้อที่เคยซื้อข้าวสต๊อกรัฐบาลได้ จึงต้องมาไล่ซื้อข้าวในตลาด” มานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุ
สอดคล้องกับความเห็นของ สมเกียรติ มรรคยาธร เลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ที่มองว่า ราคาข้าวที่ขยับขึ้นในช่วงนี้เป็นผลมาจากผู้ซื้อไม่สามารถเอาข้าวมาจากสต๊อกรัฐบาลได้ จึงต้องไปซื้อข้าวในตลาด ส่งผลให้ภาพรวมราคาข้าวปรับตัวขึ้นมาดีขึ้น โดยราคาซื้อขายข้าวเปลือกเพิ่มเป็น 8,000 บาท/ตัน ส่วนราคาส่งออกข้าวของไทยยังคงทรงตัว เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่แนวโน้มราคาข้าวไทยอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น
“การสั่งตรวจสต๊อกข้าวและหยุดการซื้อขายทั้งหมด ทำให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพมากขึ้น แตกต่างจากในช่วงที่มีการเร่งระบายข้าวจากสต๊อกจำนวนมาก ซึ่งกดทับราคาข้าวลงสู่จุดต่ำสุด” สมเกียรติ ระบุ
สมเกียรติ ยังบอกว่า การสั่งยุติระบายข้าวจากสต๊อกชั่วคราว ไม่ทำให้ไทยเสียโอกาสในการขายข้าวให้กับต่างประเทศ เพราะพ่อค้ายังสามารถซื้อข้าวในตลาดได้ อีกทั้งประเมินว่ากลุ่มของโรงสีมีการเก็บสต๊อกข้าวไว้จำนวนมากตั้งแต่รัฐบาลยุติโครงการรับจำนำ ซึ่งน่าจะรองรับต่อความต้องการซื้อของผู้ส่งออกในช่วงระยะเวลา 1 เดือน ส่วนราคาส่งออกข้าวไทยจะปรับฐานขึ้นไปสูงถึง 450-500 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือไม่ คงบอกไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับนโยบายของ คสช. เช่น หากปล่อยข้าวออกมาในปริมาณมาก ก็จะทำให้ปรับตัวลดลง แต่หากปล่อยออกมาในปริมาณเหมาะสม ราคาข้าวก็ทรงตัวและปรับตัวสูงขึ้นได้
ในขณะที่นักวิชาการที่คร่ำหวอดในวงการข้าว เช่น สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันคลังสมองของชาติ ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า “พอผู้ซื้อรู้ว่า คสช.ยุติการระบายข้าว ราคาข้าวสารในตลาดปรับเพิ่มขึ้นทันที 10-15 เหรียญสหรัฐ/ตัน เช่น ข้าว 5% เวียดนามราคาเพิ่มขึ้นเป็น 405415 เหรียญสหรัฐ/ตัน จาก 390-400 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่ราคาข้าว 5% ของไทย ราคาเพิ่มเป็นอยู่ที่ 380-390 เหรียญสหรัฐ/ตัน และน่าจะไปถึงระดับ 400 เหรียญสหรัฐ/ตันได้ จากที่เคยซื้อขายต่ำสุดที่ 365-375 เหรียญสหรัฐ/ตัน ตอนที่รัฐบาลเร่งระบายข้าว”
สมพร ยังให้ข้อมูลว่า ในช่วง รมช.พาณิชย์ เข้าชี้แจงกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีปริมาณข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล พ่อค้าในวงการระบุว่า มีการย้ายข้าวสารจากโกดังข้าวแถว จ.อยุธยา และอ่างทองขึ้นไปพิษณุโลก บางวันมากถึง 250 คันรถสิบล้อ เพราะเอาข้าวไปเติมโกดังข้าวที่ขาด ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ คสช.จะเข้ายึดอำนาจและล็อกกุญแจโกดังข้าว
ทว่า ราคาข้าวเปลือกและข้าวสารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น กลับไม่ได้ทำให้นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) อย่าง นิพนธ์ พัวพงศกร ยินดีปรีดากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก
“ราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นมาในระยะนี้ เป็นผลทางอ้อมจากการเข้ามาตรวจสอบสต๊อกรัฐของ คสช.เท่านั้น แต่ไม่ใช่การสร้างราคาข้าวไทยให้สูงขึ้นถาวร และสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า ก็คือสต๊อกข้าวรัฐบาลที่คาดว่าจะมีประมาณ 1516 ล้านตันนั้น คาดว่าจะเหลือข้าวคุณภาพดีสามารถขายได้จริงเพียง 10 ล้านตัน เพราะมีการทุจริตในการนำข้าวสารเข้าโกดัง เช่น การนำข้าวเก่าไปเวียนเทียนข้าวใหม่ และข้าวหาย เช่นเดียวกับมูลค่าความเสียหายจากโครงการในช่วง 3 ปีอยู่ในระดับที่สูงมาก” นิพนธ์ กล่าว
นิพนธ์ ทิ้งปมว่า หลัง คสช.เคลียร์สต๊อกข้าวในโครงการรับจำนำจบแล้ว ทิศทางราคาข้าวไทยจะไปทางไหน ขึ้นอยู่กับนโยบายบริหารจัดการหลังจากนี้ ซึ่งนิพนธ์ มองว่า หากปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่ ราคาข้าวไทยจะอยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 400 เหรียญสหรัฐ/ตัน และขยับเป็น 500 เหรียญสหรัฐ/ตันได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามากระทบ เช่น ภาวะภัยแล้งหนัก
จากนี้ไปคงต้องจับตาผลการตรวจโกดังข้าวรัฐบาลว่ามีบทสรุปอย่างไร แต่ราคาข้าวเปลือกที่ปรับสูงขึ้น ทำอย่างไรให้ชาวนาได้ประโยชน์เต็มที่







