
สิ่งพึงระวังในครึ่งปีหลัง
หลังจากสถานการณ์การเมืองบ้านเราคลี่คลายลงมาได้เดือนเศษแล้ว เราก็เห็นสัญญาณของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลายอย่างเริ่มเด่นชัดขึ้น ที่เห็นได้ชัดใน ระยะสั้นก็คือการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาท ขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เองก็เร่งสะสางปัญหาที่ค้างคามานาน ทั้งการจ่ายหนี้จำนำข้าวที่ครบถ้วนแล้ว และการเร่งจัดทำร่างงบประมาณปี 2558 ให้เสร็จทันเวลา รวมถึงการพิจารณาโครงการลงทุนที่ค้างคาในบีโอไอ และกำหนดโรดแมปการขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว
หลังจากสถานการณ์การเมืองบ้านเราคลี่คลายลงมาได้เดือนเศษแล้ว เราก็เห็นสัญญาณของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลายอย่างเริ่มเด่นชัดขึ้น ที่เห็นได้ชัดใน ระยะสั้นก็คือการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาท ขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เองก็เร่งสะสางปัญหาที่ค้างคามานาน ทั้งการจ่ายหนี้จำนำข้าวที่ครบถ้วนแล้ว และการเร่งจัดทำร่างงบประมาณปี 2558 ให้เสร็จทันเวลา รวมถึงการพิจารณาโครงการลงทุนที่ค้างคาในบีโอไอ และกำหนดโรดแมปการขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว
แต่ขณะเดียวกัน แม้ว่าความเชื่อมั่นจะเริ่มกลับมาแล้ว และนโยบายต่างๆ มีความชัดเจน เศรษฐกิจไทยยังมีเรื่องที่ต้องพึงระวัง โดยในช่วงครึ่งปีที่เหลืออยู่นั้น ปัจจัยที่จะส่งผลต่อพัฒนาการเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญก็คือเงินเฟ้อ โดยหากเราดูข้อมูลตั้งแต่ช่วงเริ่มปี 2557 เป็นต้นมา แม้ว่าเราจะเผชิญกับวิกฤตการเมืองแต่เงินเฟ้อก็ค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นตลอดช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ทั้งเงินเฟ้อพื้นฐานและเงินเฟ้อทั่วไป โดยล่าสุดเงินเฟ้อพื้นฐานและเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 1.75% และ 2.6% ตามลำดับ ในเดือน พ.ค. เทียบกับ 1.04% และ 1.9% ในช่วง เดือน ม.ค.
ทั้งนี้ แม้ว่า คสช.จะประกาศชะลอการขึ้นราคาก๊าซหุงต้มออกไปก่อน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะพ้นจากความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อซะทีเดียว เหตุการณ์วิกฤตในอิรักถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้นได้ในระยะนี้ ตอนนี้ราคาน้ำมันซื้อขายในตลาดเบรนต์ทะเลเหนือของยุโรป อยู่ในระดับสูงสุดในรอบกว่า 9 เดือน นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างคาดการณ์กันว่า หากราคาน้ำมันยืนเหนือ 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก็จะส่งผลลบอย่างมากต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบางอยู่ ซึ่งราคาเชื้อเพลิงทั้งก๊าซหุงต้มและน้ำมันในบ้านเรา ก็มีส่วนที่จะผูกโยงกับราคาตลาดโลกอีกที
นอกจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดแล้ว สถานการณ์ในตลาดแรงงานจะเป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่จะดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นได้ โดยเงินเฟ้อจากฝั่งแรงงานนั้น มีผลมาจากทั้งอุปสงค์และอุปทานในตลาดแรงงาน ในส่วนของอุปสงค์หรือความต้องการในตลาดแรงงานนั้น แน่นอนว่าจะมีเพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายที่มากขึ้นของภาครัฐและเอกชน หลังมีความชัดเจนด้านงบประมาณและโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ปัญหาที่เราพบในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ การไหลออกอย่างรวดเร็วของแรงงานกัมพูชาร่วม 2 แสนคน หลังเกิดข่าวลือด้านลบว่าจะมีการปราบปรามแรงงานผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดย คสช. สถานการณ์ข้างต้นย่อมส่งผลให้ตลาดแรงงานเจอแรงกดดัน ทั้งจากอุปสงค์ที่สูงขึ้นและอุปทานที่ลดลงอย่างฉับพลัน ซึ่งนั่นจะสะท้อนกลับไปที่ต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น
เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนี้ ย่อมสร้างภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อประชาชนทั่วไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ และย่อมมีผลต่อการใช้จ่ายของครัวเรือนที่อาจชะลอตัวลง ขณะเดียวกันในส่วนของตลาดบ้านนั้นก็ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากราคาวัสดุที่จะปรับตัวสูงขึ้น ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และแรงงานที่จะหายากขึ้น ซึ่งแรงงานนั้นถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างบ้านมาก หากภาวะการขาดแคลนแรงงานยืดเยื้อยาวนาน ก็ย่อมส่งผลต่อต้นทุนของโครงการใหม่ๆ ที่จะสูงขึ้น สถานการณ์ตลาดบ้านในครึ่งปีหลังจึงอยู่ในภาวะที่ราคาโครงการใหม่ๆ มีแนวโน้มสูงขึ้นจากแรงกดดันด้านต้นทุน







