
แอตต้าชงคสช.จัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวถูกต่างชาตินอมินี
แอตต้าแฉรัสเซีย จีน เกาหลี โกยเงินกลับประเทศกว่า 30% แนะคสช.รีแบรนด์ชื่อ คสช. สร้างความเป็นมิตรให้กับชาวต่างชาติ
แอตต้าแฉรัสเซีย จีน เกาหลี โกยเงินกลับประเทศกว่า 30% แนะคสช.รีแบรนด์ชื่อ คสช. สร้างความเป็นมิตรให้กับชาวต่างชาติ
นายเจริญ วังอนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) กล่าวในการประชุมหารือร่วมกับพลเรือตรี นพดล เรืองสมัย รองหัวหน้าสำนักงานประสานงานกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ฝ่ายสังคมจิตวิทยา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า แอตต้าต้องการให้คสช.จัดระเบียบโครงสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย โดยเร่งตรวจสอบบริษัทต่างชาติเข้ามาสวมสิทธิ(นอมินี) ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทย เช่น ชาวรัสเซีย จีน เกาหลี ส่งผลกระทบต่อรายได้ทางการท่องเที่ยวขิงประเทศไม่สามารถจัดเก็บได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยกลุ่มนอมินีได้นำเงินรายได้ส่งกลับไปยังประเทศของตัวเองกว่า 30% ของรายได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ได้กระทบต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวโดยตรง เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวได้ผูกขาดการบริการและแข่งขันตัดราคา ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ไม่สามารถแข่งขันได้ ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นพบว่าคนไทยที่ร่วมนอมินีเป็นบุคคลที่มีอิทธพลอยู่เบื้องหลัง
"ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นไปในลักษณะลูบหน้าปะจมูก ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง อีกทั้งตลอด 10 ปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการท่องเที่ยวตกอยู่ในวิกฤตการเมืองที่สร้างปัญหาซ้ำๆ ภาครัฐควรเข้ามาเยียวยาและเอาจริงในการแก้ไขปัญหา และมองว่าการฟื้นฟูตลาดการท่องเที่ยวไทยครั้งนี้ควรใช้งบทำตลาดในประเทศและต่างประเทศรสมกว่า 2,000 ล้านบาท"นายเจริญ กล่าว
นอกจากนี้ควรตรวจสอบการจัดเก็บค่าเข้าอุทยาน ซึ่งปัจจุบันมีอุทยานทั่วประเทศจำนวน 200 แห่ง รองรับนักท่องเที่ยว 70 แห่ง และได้รับความนิยมประมาณ 20 แห่ง เช่น เกาะพีพี แจ้งรองรับนักท่องเที่ยวเพียง 6 หมื่นคน/ปี ทั้งๆที่เกาะพีพีมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประมาณ 5,000 คน/วัน เฉลี่ย 3 ล้านคน/ปี ในส่วนนี้ต้องเร่งตรวจสอบว่าเม็ดเงินที่หล่นหายไปอยู่ส่วนใด รวมถึงเกาะตาชัย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในกระแสควานิยมขิงนักท่องเที่ยว แต่มีการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าสภาพความจริง 100 เท่า เป็นต้น
ด้านธุรกินการบิน พบว่าในช่วงที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยได้รับความนิยมและเติบโตอย่างก้าวกระโดด พบว่ามีต่างชาติเข้ามานอมินีธุรกิจการบินให้บริการแบบเช่าเหมาลำ(ชาร์เตอร์ไฟล์ท) จำนวนมาก ในเรื่องนี้ควรมีมาตรการแก้ไขป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยเห็นได้ว่าที่ผ่านมามีข่าวสายการบินทิ้งผู้โดยสาร ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่น
นอกจากนี้ผู้ประกอบการได้เสนิให้คสช.ปรับภาพลักษณ์ชื่อคสช. ให้มีความมิตร เพื่อให้การสร้างความเชื่อมั่นมีผลรอบรับที่ดีจากชาวต่างชาติ
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้รวบรวมงบประมาณประจำปีนี้ประมาณ 100-200 ล้านบาท เชิญสื่อมวลชน และบล็อกเกอร์ บริษัททัวร์ สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวประเทศไทย รวมถึงจัดคอนเสิร์ตฟื้นบรรยากาศการท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้เตรียมปรับแผนให้สอดคล้องกับงบประมาณ เพื่อผลักดันให้รายได้ทางการท่องเที่ยวรวม 1.8 ล้านล้านบาท อบ่งเป็นตลาดต่างประเทศ 1.2 ล้านล้านบาท ในประเทศ 6 แสนล้านบาท นักท่องเที่ยวต่างชาติ 25.9 -26.2 ล้านคน คนไทย 136 ล้านคน/ครั้ง
ด้านพลเรือตรี นพดล กล่าวว่า คสช.จะเร่งพิจารณามาตรการต่างๆที่เอกชนท่องเที่ยวเสนอมา โดยส่วนการตั้งประธานคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ หัวหน้าคสช.ได้แต่งตั้ง พลเรือเอก ณรงค์พิพัฒนาศัย หัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา มาทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ เพื่อผลักดันการทำงานต่อไป
ส่วนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โครงการแจกเงินโบนัสวัยเกษียณให้กับผู้ที่จะเกษียณอายุราชการปีนี้ อาจปรับเปลี่ยนเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น เนื่ิิองจากปีนี้ผู้บัญชาการเหล่าทัพมีการเกษียณหลายตำแหน่ง เกรงว่าจะมีความไม่เหมาะสมเกิดขึ้น







