
อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จชั่วข้ามคืนของคนรุ่นใหม่
เดี๋ยวนี้มีคนเชิญผมไปบรรยายถึงการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วของคนรุ่นใหม่ว่า ต้องทำยังไง ก็เริ่มแรกต้องแก้หัวข้อก่อนว่า ฮึม!! ต้องขอโทษทุกท่านด้วยที่ต้องตั้งชื่อสัมมนาในครั้งนี้ประดุจแชร์ลูกโซ่ แม่เจ้า!! รวยเร็ว สำเร็จเร็ว จริงๆ เราตั้งชื่อล่อให้ท่านมานั่งฟังผม แต่ในความเป็นจริง สำเร็จเร็วคือโจทย์ที่โง่ที่สุด!! จริงนะ!!
เดี๋ยวนี้มีคนเชิญผมไปบรรยายถึงการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วของคนรุ่นใหม่ว่า ต้องทำยังไง ก็เริ่มแรกต้องแก้หัวข้อก่อนว่า ฮึม!! ต้องขอโทษทุกท่านด้วยที่ต้องตั้งชื่อสัมมนาในครั้งนี้ประดุจแชร์ลูกโซ่ แม่เจ้า!! รวยเร็ว สำเร็จเร็ว จริงๆ เราตั้งชื่อล่อให้ท่านมานั่งฟังผม แต่ในความเป็นจริง สำเร็จเร็วคือโจทย์ที่โง่ที่สุด!! จริงนะ!!
โอวว!! แรง... แล้วไงล่ะ?ใช่!! ประเด็นจริงๆ ผมต้องการจะชี้ให้คนฟังเห็นว่า ยุคนี้สมัยนี้คนเราไม่ได้วัดกันด้วยความเก่งแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ผมยังสงสัยเลยว่าเด็กประถมอาจมีความรู้มากกว่าผู้ใหญ่เรา เพราะเด็กเขามี Google ลองอนุญาตให้เด็กเอามือถือเข้าห้องสอบ รับรองกินเด็กยาก เพราะความรู้ทุกอย่างในโลกอยู่ในมือถือของเขาเรียบร้อย แล้วไงล่ะ อะไรคือตัวชี้วัดว่าคนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จเหนือคนอื่น?
ง่ายมาก!! ก็ดูโจทย์ที่คนรุ่นใหม่ตั้งซิ “สำเร็จเร็ว”, “รวยเร็ว” ใช่!! การตั้งโจทย์แบบนี้คนรุ่นใหม่ร้อยทั้งร้อยตั้งโจทย์แบบนี้ เพราะโลกมันเร็ว ความเร็วๆๆๆ จนลืมศัพท์ว่า “อดทน” ไปเสียแล้ว
อย่างในตลาดหุ้น โจทย์ความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ที่เข้าตลาดหุ้น ก็คือ ต้องการรวยเร็วที่สุด อันนี้ก็สุดยอดกับดัก เพราะคนต้องการรวยเร็ว ส่วนมากเล่นหุ้นปั่น มันขึ้นแรง เร็ว ใครๆ ก็พูดถึง นั่นแหละเจ๊งทุกคน ...ใครเล่นหุ้นปั่น วันนี้ไม่เจ๊ง เดี๋ยวก็ต้องมีสักวันที่เจ๊ง (หลักการลงทุนเพื่อรอวันเจ๊ง เล่นเพื่อกำไรวันนี้ เพื่อจะเจ๊งในวันข้างหน้า ห่วยไหมล่ะ วิธีการแบบนี้?) นั่นแหละท่องไว้ ความแตกต่างของคนที่ต้องการสำเร็จในปัจจุบัน ที่ใครๆ ก็เก่ง คือ ต้องหาประสบการณ์ให้มากที่สุด และมีความอดทน
เอาล่ะ เข้าประเด็นที่อยากจะคุยวันนี้เลยว่า มีพ่อแม่หลายๆ คนชอบถามผมว่า อยากให้ลูกเก่งต้องให้ทำอย่างไร เรียนอะไรดี?
คำถามเด็ดจริงๆ เรียนอะไรดี ผมย้อนคิดไปสมัยที่ผมเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นไม่รู้จะเรียนอะไร ก็คิดง่ายๆ เลือกอะไรที่ General ที่สุด คือ ทำงานได้หลากหลาย จะได้มีโอกาสเยอะๆ ผมเลือกเลยเวลานั้น คือ “บริหารธุรกิจ” ในใจก็คือว่า นี่แหละโอกาสสุดยอดเปิดกว้าง ป๊าดดด ที่ไหนได้พอเรียนจบพบทันทีว่า คนที่หางานส่วนมากก็จบบริหารธุรกิจ แต่ถามจริงๆ เถอะ ตำแหน่งบริหารสำหรับเด็กจบใหม่ ผมว่า “บริหารตัวเองก่อนไหม” (โอวว แรงง...บริหารเครื่องถ่ายเอกสารดีกว่า) ใช่!! ไอ้แนวคิดการเลือกเรียนวิชาที่ทำงานได้กว้าง มันทำให้ผมพบว่า เมื่อผมจบมามีคู่แข่งในสายอาชีพมากมาย ภาษาการตลาดเรียกอาชีพแบบนี้ว่า Red Ocean การแข่งหาโอกาสชีวิตในทะเลเดือด!!
ผมหยุดกึ๊ก “ไม่ได้การละ ถ้าผมทำงานเวลานี้เลย คงหาความแตกต่างของตัวเองไม่ได้ คงต้องเป็นเด็กถ่ายเอกสารขององค์กรแน่ๆ จึงตัดสินใจเบนเข็มว่าไปเรียนต่อเลยดีกว่า เพื่อจะได้มีปริญญาโท”
จริงๆ ถ้าวันนี้ย้อนถามว่า คุณคิดยังไงกับเด็กแบบนี้ที่เรียนไปเรื่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ เรียนปริญญาหลายใบมากขึ้นเรื่อยๆ ฮึม!! ครับ ผมรู้สึกว่าเขาน่าจะเป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์สอนอาจารย์ แล้วสร้างอาจารย์ แล้วสอนอาจารย์ เป็นประเทศแห่งอาจารย์ ฮ่า ฮ่า ไม่อ่ะ เดี๋ยวนี้ปัญหาใหญ่ คือ ความรู้ที่สอนในระบบกับธุรกิจจริงๆ วันนี้มันเปลี่ยนมหาศาล ...เอาง่ายๆ เราเห็นบริษัทอย่าง Nokia ที่ไม่กี่ปีก่อน เป็นจ้าวโลกด้านมือถือ วันนี้แทบสิ้นชื่อ เกือบเจ๊ง !!
ถ้าถามกันตรงๆ คนทำงานใน Nokia ไม่เก่งหรือ? ไม่ใช่ เพราะที่ Nokia น่าจะมีแต่คนการศึกษาสูงๆ เก่งๆ รวมทั้ง Research & Development เก่งๆ อยู่เต็มบริษัท แต่ปัญหามันกลับมาที่รูปแบบเดิม คือ องค์กรที่ประสบความสำเร็จมากๆ พอถึงจุดหนึ่งจะยึดติดความสำเร็จเดิมๆ จนกลายเป็น Bias ไม่สามารถหลุดกรอบความคิดเดิมๆ ได้ จนในที่สุดองค์กรที่เคยเป็นที่หนึ่งเหล่านี้ จะไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ จนในที่สุดไม่สามารถพัฒนาสินค้าและบริการตามตลาด และเสียความเป็นผู้นำในที่สุด
ครับ!! ที่เล่ามาตั้งแต่โรงเรียนยันมหาวิทยาลัย ไปจนถึงองค์กร ทุกคนติดปัญหาเดียวกัน คือ “ติดกรอบความคิดเดิมๆ กลัวความเสี่ยง” ผลก็คือเขาเหล่านั้นกลายเป็น Me Too Product คือ ทำตัวเป็นสินค้าเลียนแบบ คือ เรียนสิ่งที่คนอื่นคิดมาแล้ว แล้วก็ท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง พอเจอปัญหาก็พยายามเปิดตำรา เอาตำราเป็นที่ตั้ง ...บางคนบอกว่า ฝรั่งเป็นพ่อมันหรือ!! โอวว แรงอีกแล้ว แต่บอกตรงๆ คนไทยเวลาเจอปัญหาก็เอา “ตำรากล่าวว่า, ทฤษฎีกล่าวว่า” ...ฟังแล้วเซ็งมาก อยากจะบอกว่า “คุณไปเป็นห้องสมุดเถิด เบื่อเป็ด ผมเปิด Google เป็นนะครับ”
ฮั่นแน่!! หลายคนเริ่มสงสัยแล้วว่า ถ้าตำราและทฤษฎีเก่าๆ ไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จแล้วอะไรล่ะ ที่เป็นคำตอบของความสำเร็จแบบรวดเร็วอย่างคนรุ่นใหม่กันล่ะ? (น่าติดตามไหมล่ะ ...อุ อุ)







