
สถานออกกำลังกายดิ้นสู้ภาพรวมตลาดปีนี้โต 0%
ทิศทางธุรกิจสุขภาพและความงามในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ สาวไทยรัดเข็มขัดชะลอใช้เงิน แม้กระทั่งค่าใช้จ่ายดูแลรูปร่าง จะปรับตัวไปอย่างไร กลยุทธ์โปรแกรมระยะสั้นจ่ายเงินน้อย แตกไลน์ทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและนำเซเลบริตี้มาเป็นพรีเซนเตอร์ จะเพิ่มยอดขายสวนตลาดซบได้แค่ไหน
ทิศทางธุรกิจสุขภาพและความงามในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ สาวไทยรัดเข็มขัดชะลอใช้เงิน แม้กระทั่งค่าใช้จ่ายดูแลรูปร่าง จะปรับตัวไปอย่างไร กลยุทธ์โปรแกรมระยะสั้นจ่ายเงินน้อย แตกไลน์ทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและนำเซเลบริตี้มาเป็นพรีเซนเตอร์ จะเพิ่มยอดขายสวนตลาดซบได้แค่ไหน
ศานติ ประนิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปาชา บิวตี้ แอนด์ สลิม ผู้ดำเนินธุรกิจสถาบันดูแลรูปร่างสปาชา เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจสถาบันดูแลรูปร่างคาดว่าจะไม่เติบโต หลังจากพฤติกรรมลูกค้าซื้อโปรแกรมดูแลรูปร่างลดลง 50% จากปกติซื้อ 3 หมื่นบาทต่อโปรแกรม เหลือเป็น 1.5 หมื่นบาทต่อโปรแกรม นับตั้งแต่เกิดการชุมนุมทางการเมืองช่วงปลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าลูกค้าจะเริ่มคุ้นเคยกับสถานการณ์ แต่กำลังซื้อที่ลดลงก็เป็นอุปสรรคต่อการซื้อโปรแกรมดูแลรูปร่าง
สำหรับสถานการณ์ธุรกิจสถาบันดูแลรูปร่าง ทุกค่ายแข่งงัดโปรโมชั่นกระตุ้นกำลังซื้อ เพราะปัจจัยการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจจะคำนึงที่ราคาเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นผลลัพธ์ที่ได้ ขณะนี้ทุกค่ายชูโปรแกรมดูแลรูปร่างระยะสั้น 10 ครั้ง ราคาราว 1.5 หมื่นบาท เพื่อให้เกิดการทดลองใช้ และหากพึงพอใจยังสามารถจูงใจให้ลูกค้าใช้บริการด้านอื่นๆ
ขณะที่แผนธุรกิจของสปาชา จัดโปรโมชั่น สลิม ช็อตคัท โปรแกรมระยะสั้น ลดราคา 40% เหลือราว 1.5 หมื่นบาท ช่วง 2 เดือน คาดกระตุ้นยอดโต 10% นอกจากนี้นำ เบนซ์พรชิตา ณ สงขลา มาเป็นแอมบาสซาเดอร์ เพื่อเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่ต้องการดูแลรูปร่างให้ดูดีแต่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย เจาะกลุ่มเป้าหมาย 30-50 ปี จากปีที่ผ่านมาเน้นขยายฐานลูกค้า คุณแม่หลังคลอด นำ อ้อมพิยดา จุฑารัตนกุล เป็นแอมบาสซาเดอร์
สิ่งที่น่าจับตามอง ทุกค่ายพยายามสร้างขาธุรกิจใหม่ ขยายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดูแลรูปร่าง เพราะเป็นธุรกิจที่สามารถทำตลาดควบคู่กันได้ โดยสปาชาเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีก 1 รายการ เดิมมี 45 รายการ ตั้งเป้า 3-5 ปี สัดส่วนรายได้จะเพิ่มจากไม่ถึง 5% เป็น 10% ใช้งบตลาด 70 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่เพียง 2 สาขา น้อยกว่าปีที่ผ่านมาเปิด 3-4 สาขา ปัจจุบันมีราว 40 สาขา
“การลงทุนปีนี้ สปาชา ใช้ความระมัดระวังเพื่อลดความเสี่ยงการทำธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยบริษัทจะซื้ออุปกรณ์เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น สิ้นปีนี้คาดว่าบริษัทจะไม่เติบโตและสามารถรักษารายได้เท่ากับปีที่ผ่านมาราว 800 ล้านบาท พร้อมทั้งกำลังพิจารณาเปิดตลาดอาเซียนและตะวันออกกลาง” ศานติ กล่าว
ด้านสถาบันดูแลรูปร่าง สลิมมิ่ง พลัส ถือเป็นค่ายที่กำลังมาแรง เบญริสา บุญปลูก ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไบโอคอส กรุ๊ป กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา คาดว่ารายได้จะโต 15-20% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ปัจจัยที่ผลักดันให้บริษัทเติบโตได้มาจากแผนตลาดที่ทำเร็วขึ้นกว่าปกติ จากเดิมเริ่มเดือน มี.ค. มาเป็นเริ่มเดือน ม.ค. อีกทั้งทำโปรโมชั่นโปรแกรมระยะสั้น ราคาเริ่ม 2,900 บาทต่อครั้ง เพื่อลูกค้าทดลองใช้บริการ ตั้งเป้ารายได้โต 10%
ขณะเดียวกัน การนำพรีเซนเตอร์มาใช้ยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อโปรแกรมดูแลรูปร่างอยู่มาก และเป็นส่วนช่วยสร้างการรับรู้ของแบรนด์ ซึ่งได้นำ ป๋อณัฐวุฒิ สกิดใจ และ เอ๋พรทิพย์ สกิดใจ เป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มผู้ชายจาก 5-10% เพิ่มเป็น 20% เพราะตลาดผู้ชายมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก
ในส่วนแผนครึ่งปีหลังจะจัดโปรโมชั่นตามซีซันนัล อาทิ ในช่วงหน้าฝนจะเน้นจัดโปรแกรมสำหรับล้างพิษให้ลูกค้าเสริมเข้าไปกับโปรแกรมดูแลรูปร่าง ขณะที่ปีนี้ไม่มีแผนขยายสาขา เพราะไม่มีทำเลที่เหมาะสม จากปัจจุบันมี 20 สาขา สิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต 10-15% หรือมีรายได้ 800 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากธุรกิจสถาบันดูแลรูปร่าง เปิดเผยว่า ขณะนี้ บอดี้ เชพ กับ มารี ฟรานซ์ ได้ทยอยปิดสาขาในศูนย์การค้า โดยมารี ฟรานซ์ ปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ ลดสาขามารี ฟรานซ์ ลง ซึ่งจะนำธุรกิจดูแลรูปร่างไปรวมกับธุรกิจสถาบันดูแลเส้นผมสเวนสัน เพื่อเป็นศูนย์การบริการที่ครบวงจรยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ชิงกำลังซื้อลูกค้า
มาร์ค บูคานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิตเนส เฟิสต์ กล่าวว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ทำให้สมาชิกบางส่วนต้องปรับเปลี่ยนสาขาการใช้บริการ แต่เนื่องจากมีสาขาให้บริการมากถึง 25 แห่ง จึงไม่มีปัญหา แต่ได้รับผลกระทบจากจำนวนสมาชิกใหม่สมัครน้อยในช่วงเดือน ม.ค. โดยบริษัทให้ความสำคัญกับสมาชิกเก่า เพื่อทำอย่างไรให้สมาชิกกว่า 7.2 หมื่นคนต่ออายุสมาชิก และเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ในปีหน้าจะเปิดสาขาใหม่อีก 4 แห่ง คาดว่าจะทำให้สมาชิกเพิ่มเป็น 8.8 หมื่นคน
เหล่านี้คือการปรับตัวของบรรดาธุรกิจสุขภาพและความงาม ที่ต่างต้องชิงกำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจขาลง







