
ส่อง 4 ประตูค้าชายแดนพม่า-กัมพูชาแรงไม่ตก
เศรษฐกิจของเพื่อนบ้านอาเซียนกำลังโตวันโตคืนและกลายเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
เศรษฐกิจของเพื่อนบ้านอาเซียนกำลังโตวันโตคืนและกลายเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย ในโมงยามที่กำลังจะรวมตัวเป็นประชาคมเดียวกันและเศรษฐกิจในประเทศกำลังชะลอตัว
ไพโรจน์ ปฐมวัฒน นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมการค้าต่างประเทศ บรรยายความรู้ในหัวข้อ “โอกาสพัฒนาธุรกิจการค้าชายแดน” ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า 10 ประเทศอาเซียนกำลังรวมตัวเป็นประชาคมเดียวกัน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ทั้งทลายกำแพงภาษีและเปิดประตูหน้าต่างกฎระเบียบระหว่างกัน ซึ่งนอกจากจะสร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาล ขณะเดียวกันก็ทำให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามาในภูมิภาคได้ง่ายขึ้น การจะอยู่รอดได้ก็ต้องรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันให้ได้ รวมทั้งต้องมองตลาดเพื่อนบ้านที่กำลังเติบโต นอกจากพึ่งพากำลังซื้อในประเทศเพียงอย่างเดียว
ปัจจุบันการค้าชายแดนมีบทบาทสำคัญมากและไทยมีความได้เปรียบ ทั้งที่มีทำเลเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค เทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้า และคุณภาพสินค้าไทยที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ไม่เคยออกไปนอกประเทศ ควรหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เพราะหากมัวทำตลาดในประเทศอย่างเดียว ก็จะต้องเผชิญกับคู่แข่งจากต่างประเทศ ที่อาจทำให้ส่วนแบ่งตลาดลดลงเรื่อยๆ ขณะที่การออกไปนอกบ้านจะทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยสามารถเริ่มต้นจากการค้าชายแดนที่ง่ายกว่าการทำธุรกิจในต่างประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีนโยบายตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 10 แห่ง เพื่อรองรับการเติบโตและสนับสนุนการค้าชายแดนที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นหลังการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน
โดยเฉพาะการค้าชายแดนระหว่างไทยและพม่าที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมาก และประตูการค้าใหญ่อยู่ที่ อ.แม่สอด ซึ่งขณะนี้การค้ากำลังบูมมาก หลังการเปิดประเทศของพม่า ประเมินว่ามูลค่าการค้าในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท จากเมื่อปี 2556 ที่ 4.9 หมื่นล้านบาท และภายใน 2 ปีข้างหน้า น่าจะแตะ 1 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวภายในช่วง 3 ปี
แต่ถนนบางช่วงในบริเวณเขาตะนาวศรีของพม่ายังไม่ดีและมีลักษณะเป็นคอขวด ทำให้รถขนสินค้าเที่ยวไปและกลับต้องสลับกันวิ่ง จึงสามารถขนส่งได้ขาละ 15 วัน แทนที่จะขนส่งได้ตลอดทุกวัน ซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้เข้าไปช่วยพัฒนาถนน เพื่อให้สามารถขนส่งได้ตลอด 30 วัน ไม่ต้องแบ่งเที่ยวไปและกลับ เพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งได้อีกเท่าตัว
นอกจากนี้ เศรษฐกิจพม่ากำลังขยายตัวหลังจากเปิดประเทศ ประกอบกับพม่ามีนโยบายตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขนาดใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ 1.เขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิว ที่กลุ่มทุนจีนเข้าไปลงทุนเชื่อมกับมณฑลยูนนาน 2.ติละวา ซึ่งบริษัทญี่ปุ่นเข้าไปตั้งโรงงานจำนวนมาก และ 3.ทวายที่ไทยสนับสนุนแต่ยังไม่คืบหน้า การที่มีบริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนมากขึ้น พม่าจึงต้องการนำเข้าสินค้าจากไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้าง
น่าสังเกตว่าสินค้าจากไทยที่เข้าไปในพม่าส่วนใหญ่กระจุกอยู่แถวตอนกลางที่เชื่อมไปย่างกุ้ง แต่ทางตอนเหนือมีสินค้าจากจีนทะลักเข้ามามาก เพราะการขนส่งทำได้สะดวก ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรมองข้ามโอกาสในตลาดพม่า หากช้าก็อาจจะถูกสินค้าจีนครองตลาด แม้ไทยจะได้เปรียบในเรื่องคุณภาพ
สำหรับค้าชายแดนฝั่งกัมพูชาก็ขยายตัวต่อเนื่องเช่นกัน ภายในระยะเวลา 3 ปี โตเกือบ 100% โดยไทยส่งออกไปกัมพูชามาก นำเข้าน้อย ขณะที่กัมพูชามีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก จำนวนนักท่องเที่ยวปีละกว่า 4 ล้านคน แต่ก็ยังน้อยกว่าไทยมาก อีกทั้งกัมพูชายังได้สิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) จึงมีโรงงานเข้าไปตั้งในกัมพูชาเพื่อใช้สิทธิดังกล่าว รวมถึงผู้ประกอบการไทย
ขณะที่การค้าชายแดนไทยลาว ไม่น่าเติบโตมักนัก แต่จะขยายตัวตามจำนวนประชากร ซึ่งลาวมีประชากรแค่กว่า 6 ล้านคน ประกอบกับขณะนี้ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในลาวมากถึง 70% แล้ว อย่างไรก็ตาม ไทยมีแนวโน้มนำเข้าพลังงานจากลาวเพิ่มขึ้น
ด้านการค้าไทยและมาเลเซียตัวเลขการส่งออกของไทยลดลงในระยะหลังและนำเข้าเพิ่มขึ้น โดยปัญหาสำคัญมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เพราะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเสียหายและต้องนำเข้าบางส่วนจากมาเลเซีย ขณะที่บางบริษัทก็หนีน้ำท่วมจากไทยไปประเทศอื่นแทน เช่น เวียดนาม ประกอบกับยอดส่งออกยางพาราของไทยไปมาเลเซียลดลงตามสถานการณ์โลกที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ความต้องการลดลงสวนทางกับจำนวนผู้ปลูกยางที่เพิ่มขึ้น ทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสมากในตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต พัฒนาสู่สังคมเมือง และมีจำนวนคนชั้นกลางเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ประกอบกับการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆที่ยังเน้นอุตสาหกรรมปลายน้ำ ทำให้ต้องพึ่งพาไทยที่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำเข้มแข็ง เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์เส้นใยสังเคราะห์ และเม็ดพลาสติก







