
มองธุรกิจอสังหาฯหลังรัฐประหาร
หลังการรัฐประหารยึดอำนาจช่วงเย็นของวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา มีหลายคนเข้ามาถามดิฉันว่าแล้วภาพของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลังจากนี้จะเป็นเช่นไร เพราะต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่แล้วมีการเปลี่ยนแปลงพลิกผันเร็วมากจนเป็นที่กังวลของหลายฝ่าย
หลังการรัฐประหารยึดอำนาจช่วงเย็นของวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา มีหลายคนเข้ามาถามดิฉันว่าแล้วภาพของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลังจากนี้จะเป็นเช่นไร เพราะต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่แล้วมีการเปลี่ยนแปลงพลิกผันเร็วมากจนเป็นที่กังวลของหลายฝ่าย
การที่เราจะตอบได้ว่าภาพของอสังหาฯ หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อก็ต้องมาดูที่ภาพรวมของเศรษฐกิจก่อนค่ะว่าจะไปทางไหน เพราะภาคอสังหาฯ ถือว่าเป็นภาคธุรกิจที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจมากค่ะ โดยตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก ผลออกมาว่า GDP เราติดลบไป 0.6% จากวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อและรุนแรงจนบั่นทอนความเชื่อมั่นไปมาก
แต่ภาพเศรษฐกิจหลังรัฐประหารนั้นดิฉันมองว่าจะเป็นอย่างไรคง ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยด้วยกัน นั่นคือ การมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มและ สถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลายหรือไม่
การมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มที่สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้ในเวลาอันรวดเร็วนั้น เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง 2 เรื่องที่รัฐบาลใหม่จะต้องทำทันทีเลย คือ การเคลียร์เงินจำนำข้าวที่ค้างชาวนากว่า 1 แสนล้านบาท และการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เมื่อมีเม็ดเงินเข้ามาเพิ่มเติมก็ย่อมส่งผลบวกต่อการเติบโตของ GDP ในช่วงครึ่งหลังของปีต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกของปีหน้าแน่นอน แต่ตัวที่จะตอบสนองปัจจัยนี้ก่อนเลยก็คือค่าเงินบาทและตลาดทุนที่จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากแรงซื้อที่จะกลับเข้ามาจากนักลงทุน
ในส่วนของปัจจัยที่ 2 คือ การคลี่คลายของความขัดแย้งนั้นถือว่าเป็นตัวที่กำหนดภาพระยะยาวของประเทศในสายตาต่างชาติเลยค่ะ เพราะที่ผ่านมาต่างชาติมองประเทศไทยว่ามีรูปแบบการเมืองที่เป็นวงจรความ ไร้เสถียรภาพซ้ำซาก มีการประท้วงบนท้องถนนขับไล่รัฐบาลและความรุนแรงต่างๆ สลับกับการใช้กำลังปราบปรามของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เรามีรัฐบาลที่มีอายุสั้นและไม่สามารถผลักดันโครงการพัฒนาระยะยาวได้
ทั้งนี้ ทางคณะผู้ยึดอำนาจได้ประกาศว่าจะเข้ามาทำการปฏิรูปประเทศในหลายๆ ด้านหลังจากนี้ ซึ่งก็ต้องจับตามองกันต่อไปในส่วนของกระบวนการปฏิรูปและนโยบายปฏิรูปที่ออกมานั้นสามารถลดความขัดแย้งและแก้ปัญหาชาติได้เพียงใด ถ้ากระบวนการปฏิรูปประสบความสำเร็จก็จะเป็นผลบวกต่อประเทศอย่างมหาศาลในทุกๆ ด้านค่ะ แต่ถ้า ยังแก้ปัญหาไม่ได้สุ่มเสี่ยงที่ไทยจะกลับมาเจอวิกฤตที่รุนแรงขึ้นในเวลา 35 ปีหลังจากนี้
เมื่อมองเจาะลงมายังภาคอสังหาฯ ณ ขณะนี้ ดิฉันมองว่าเราจะเห็นการฟื้นตัวในส่วนของราคาและยอดขายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากแนวโน้มที่เราจะได้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคน่าจะกลับมาในระยะสั้น แต่ภาพในอนาคตตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปก็ขึ้นกับกระบวนการปฏิรูปที่จะกำหนดทิศทางในระยะยาวของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้ามาของเม็ดเงินต่างประเทศที่จะมาลงทุนในตลาดสินทรัพย์บ้านเราค่ะ







