
"เฟรเกรนท์" ปรับแผนเจาะลูกค้าต่างชาติ
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเลี่ยงไม่ได้
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเลี่ยงไม่ได้ การปรับกลยุทธ์ถือเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดในสถานการณ์ช่วงนี้ เจมส์ ดูอัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ มองว่า ปัญหาจากการเมืองและเศรษฐกิจขณะนี้กระทบกับการลงทุน การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ช่วงนี้คงต้องเหนื่อย ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวตามภาวะตลาดที่ชะลอตัวลง สำหรับเฟรเกรนท์ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงกลยุทธ์อยู่บ้าง แต่แผนการลงทุนยังมีอยู่ต่อเนื่อง ส่วนการเปิดโครงการจะดูในจังหวะที่เหมาะสมกับสถานการณ์
“สถานการณ์ขณะนี้ต้องใช้วิธีตั้งท้องรอไว้ก่อน คือ ซื้อที่ดิน ออกแบบ เตรียมไว้ให้พร้อม พอได้จังหวะที่เหมาะก็พร้อมคลอดโครงการได้เลย” เจมส์ กล่าว
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ต้องเปลี่ยนคือการทำตลาด เมื่อตลาดภายในประเทศชะลอตัวลง แต่อีกด้านหนึ่งการที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงส่งผลทางอ้อมทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ของเราสำหรับต่างชาติถูกลงประมาณ 10% จึงเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการเปิดตลาดต่างชาติ บริษัทจึงได้ขยายเซลส์ยูนิตในต่างประเทศ โดยเน้นในเอเชีย ได้แก่ จีนมี 3 ออฟฟิศ คือที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และยังมีที่ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ นอกจากนี้ที่พม่า บังกลาเทศ ซึ่งบริษัทเคยไปทำตลาดอยู่แล้วก็มีเอเยนต์ที่ช่วยทำตลาดให้ได้
“การทำตลาดในต่างประเทศ แน่นอนว่าลูกค้าจะมีความกังวลปัญหาการเมืองในไทย ซึ่งต้องอธิบายมากขึ้น เพราะการเมืองจะกระทบความเชื่อมั่นในการลงทุนแค่ในระยะสั้น แต่ถ้ามองถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังดี ภาคเอกชนยังแข็งแรง ยังมีความสามารถในการทำกำไรได้ดี และข้อได้เปรียบของไทยหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนลงทำให้การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังน่าสนใจ เพราะนอกจากจะซื้อในราคาถูกลงแล้ว อัตราผลตอบแทนจากการเช่ายังได้ที่ 67% และราคาอสังหาริมทรัพย์ยังขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 78-% จึงเป็นโอกาสสำหรับการซื้อเพื่อลงทุนระยะยาว แต่สำหรับการทำตลาดต่างชาติ คุณภาพของโปรดักต์ถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ” เจมส์ กล่าว
สำหรับการลงทุนในปีนี้บริษัทวางแผนจะเปิดตัว 3-4 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยล่าสุดได้เปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมเซอร์เคิล สุขุมวิท 31 มูลค่า 1,500 ล้านบาท ไปแล้ว มียอดขายกว่า 80% ในช่วงเดือน ก.ย. จะเปิดคอนโดมิเนียมอีก 1 โครงการ ที่สุขุมวิท 12 มูลค่า 700-800 ล้านบาท ส่วนอีก 2 โครงการที่เหลืออยู่ระหว่างหาซื้อที่ดินซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะเดียวกัน แผนการขยายการลงทุนในต่างประเทศยังมีต่อเนื่อง สำหรับการลงทุนโครงการมิกซ์ยูสที่พม่าอาจจะต้องปรับเปลี่ยนทำเฉพาะรีเทล เพราะต้นทุนที่ดินที่สูงอาจจะมีความเสี่ยงเกินไป นอกจากนี้ บริษัทมีแผนลงทุนในประเทศอังกฤษ โดยในปีนี้บริษัทจะไปจดทะเบียนบริษัทที่ลอนดอน และมองหาโอกาสในการพัฒนาคอนโดมิเนียมตามความเหมาะสม
“ในปี 2016-2018 บริษัทจะมีมูลค่าการลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท บริษัทจะกระจายการลงทุนออกไปต่างประเทศ 20-30%” เจมส์ กล่าวถึงเป้าหมายการขยายการลงทุนต่างประเทศ
อีกเรื่องสำคัญที่วางแผนไว้คือ การเดินเข้าสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามแผนเดิมจะยื่นประมาณกลางปี แต่ด้วยสถานการณ์ล่าสุดจึงอาจจะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
“บริษัทได้ปรับแผนใหม่ โดยการออกหุ้นกู้จำนวน 600 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการลงทุน ขณะเดียวกันจะขายหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 25-26% ให้กับนักลงทุนเฉพาะเจาะจงแทน ซึ่งมีอยู่ 3-4 กลุ่มทั้งไทยและต่างชาติที่กำลังเจรจาอยู่ โดยจะเป็นกลุ่มทุนที่จะเข้ามาลงทุนระยะยาวกับบริษัท ไม่ใช่นักลงทุนที่หวังผลกำไรจากราคาหุ้น ส่วนแผนเข้าตลาดจะเลื่อนออกไปประมาณกลางปีหน้าแทน” เจมส์ กล่าวทิ้งท้าย







