posttoday
เตรียมถูกปรับประมาณการลงอีกครั้ง

เตรียมถูกปรับประมาณการลงอีกครั้ง

13 พฤษภาคม 2557

สัปดาห์ที่ผ่านมาพูดถึง “กระแสเงินทุนจากต่างชาติ หรือ Foreign Fund Flow” ที่ไหลเข้าภูมิภาคเอเชียติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 และเป็นปัจจัยหลักเพียงปัจจัยเดียวที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น โดยที่ปัจจัยพื้นฐานไม่สนับสนุน

สัปดาห์ที่ผ่านมาพูดถึง “กระแสเงินทุนจากต่างชาติ หรือ Foreign Fund Flow” ที่ไหลเข้าภูมิภาคเอเชียติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 และเป็นปัจจัยหลักเพียงปัจจัยเดียวที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น โดยที่ปัจจัยพื้นฐานไม่สนับสนุน

ดังนั้น ปัจจัยเดียวที่จะทำให้ตลาดหุ้นร่วงก็คือ Foreign Fund Flow ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา (59 พ.ค.) พบว่าเริ่มไหลออกจากภูมิภาคเอเชียเป็นสัปดาห์แรกในรอบ 5 สัปดาห์ สำหรับตลาดหุ้นไทย สัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิพร้อมกันทั้งสามตลาด คือ ตลาดหุ้น ตลาดฟิวเจอร์ส และตลาดพันธบัตร กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 5 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาปรับลงไปเหลือ 2.99% ต่ำที่สุดในรอบประมาณ 1 ปี ค่าเงินบาทอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนที่ 32.62 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถึงวันนี้ก็ยังเชื่อว่าสถิติในอดีตที่ว่า “Sell in May and Go Away” ยังคงใช้ได้ เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรก รวมถึงประเด็นการเมือง ไม่สนับสนุนการปรับขึ้นของดัชนีตลาดเกือบ 200 จุดในช่วง 4 เดือนแรกที่ผ่านมา

บริษัทจดทะเบียนในตลาดจะต้องส่งงบการเงินไตรมาสแรกภายในวันที่ 15 พ.ค. นี้ ล่าสุดประมาณเกือบ 50% ของหุ้นที่ FSS ศึกษา มีกำไรสุทธิลดลงถึง 9% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YY) โดยเป็นผลกระทบทั้งจากการชุมนุมทางการเมือง และกำลังซื้อในประเทศที่ชะลออยู่แล้ว เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น กลุ่มที่กำไรปรับลงมากที่สุดและน่าผิดหวัง ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก หลักทรัพย์ ยานยนต์ สายการบิน และสื่อบันเทิง (กลุ่มธนาคารมีกำไรลดลงไม่มากนัก แต่ถือว่าน่าผิดหวังเพราะเป็นกำไรที่ลดลง YY เป็นครั้งแรก) ส่วนกลุ่มที่กำไรดีขึ้นมากมีเพียงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (แต่ P/E ได้ปรับขึ้นมาอย่างรวดเร็วจาก 8 เท่าในช่วงต้นปีเป็น 13-14 เท่าในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าแพงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน) และกลุ่มเทคโนโลยี ทั้งผู้ให้บริการ 3G ผู้ที่ขายโทรศัพท์ 3G ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และผู้ประกอบการดาวเทียม ซึ่งถือได้ว่าเป็นสินค้าและบริการที่จำเป็น ไม่อ่อนไหวต่อการเมืองและเศรษฐกิจมากนัก

กำไรที่น่าผิดหวังเช่นนี้อาจตามมาด้วยการปรับประมาณการกำไรลง เพราะค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์คาดการณ์การเติบโตของกำไรทั้งตลาดในปีนี้ยังสูงถึง 15% ขณะที่กำไรในไตรมาสแรกเท่าที่รายงานแล้ว ลดลง 9% YY และคิดเป็นเพียง 15% ของประมาณการทั้งปีที่ตลาดคาดการณ์ (FSS ปรับลดประมาณการลงแล้วก่อนหน้านี้ เหลือเติบโตเพียง 8% และกำไรในไตรมาสแรกคิดเป็น 23% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา) การขยายตัวดังกล่าวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียที่เติบโตเฉลี่ย 17% การปรับประมาณการยิ่งทำให้ P/E สูงขึ้น (แพง) จากปัจจุบันอยู่ที่ 13.5 เท่า ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นไทยยังไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติได้

เช่นเดียวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปีนี้ที่มีแนวโน้มว่าจะถูกปรับประมาณการลงอีก หลังสภาพัฒน์ประกาศ GDP ของไตรมาสแรกวันที่ 19 พ.ค.นี้ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวลง 0.7% จากไตรมาสแรกของปีก่อน (YY) และลดลง 2.6% จากไตรมาส 4 ที่ผ่านมา (QQ) แต่เรามีมุมมองที่แย่กว่านั้น โดยคาดว่าจะหดตัวลง 1.2% YY และ 2.7% QQ

อย่างไรก็ตาม SET Index ปรับลงมาแล้ว 3% จากจุดสูงสุดในรอบนี้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เชื่อว่ายังมีความเสี่ยงขาลง (Downside risk) อีกประมาณ 45% หรือประมาณ 1,300 จุดต้นๆ โอกาสต่ำกว่า 1,300 จุดน่าจะน้อย แต่หากเกิดขึ้นจะเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นอีกครั้ง แต่การซื้อในครั้งนี้ต้องเป็นการซื้อลงทุนโดยมองยาวไปถึงปีหน้า เพราะเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะหมดหวังแล้ว

จากสถิติในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมักตกลงจนต่ำสุดในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. และเริ่มปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ธุรกิจสื่อสาร พลังงานทางเลือก ท่องเที่ยว และกลุ่มยานยนต์เป็นกลุ่มที่เราเล็งไว้ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ที่กำไรน่าจะแย่อีกหนึ่งไตรมาส แต่จะเป็นจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2 นี้

พบกันในงานสัมมนา “เรียนรู้เทคนิคเคิลอย่างเป็นระบบ” ในวันเสาร์ที่ 17 พ.ค.นี้นะคะ หากท่านใดยังไม่ได้ลงทะเบียน สำรองที่นั่งได้ที่ 02-658-9383, 02-658-9304 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่