
การเมืองกดดันหุ้นไทย
ตลาดหุ้นไทยถูกการเมืองกดดันรอบใหม่ แรงขายเพื่อลดความเสี่ยงทางการเมือง ฉุดดัชนี SET หลุดแนวรับสำคัญแถว 1,380 จุด ยืนยันสัญญาณการปรับฐานลง แนะชะลอการลงทุน รอทิศทางการเมือง หรือรอให้ราคาหุ้นถูกคุ้มกับความเสี่ยงที่ยังสูง
ตลาดหุ้นไทยถูกการเมืองกดดันรอบใหม่ แรงขายเพื่อลดความเสี่ยงทางการเมือง ฉุดดัชนี SET หลุดแนวรับสำคัญแถว 1,380 จุด ยืนยันสัญญาณการปรับฐานลง แนะชะลอการลงทุน รอทิศทางการเมือง หรือรอให้ราคาหุ้นถูกคุ้มกับความเสี่ยงที่ยังสูง
ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังทำให้ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่โหมด Underperform หรือให้ผลตอบแทนด้อยกว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้านอีกครั้ง
ความเสี่ยงรอบใหม่ที่มวลชนจะเผชิญหน้ากัน หลังศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.วินิจฉัยคดีสำคัญ แม้รัฐบาลยังคงรักษาการและพยายามเดินหน้าเลือกตั้งใหม่ ท่ามกลางแรงต้านอย่างหนักจาก กปปส.ที่ยกระดับการชุมนุมขึ้นอีกครั้ง และแรงหนุนจาก นปช.ที่ชุมนุมใหญ่เช่นกัน
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อแทบปิดโอกาสที่เราจะได้รัฐบาลถาวรก่อนสิ้นปีนี้ เมื่อการเมืองไร้เสถียรภาพ เศรษฐกิจไทยจึงเสี่ยงสูงที่จะซึมยาวตลอดปี หรือแม้กระทั่งข้ามไปถึงปีหน้า! สวนทางเศรษฐกิจเพื่อนบ้าน รวมถึงโลกที่ค่อยๆ ฟื้นตัว
ปัญหาการเมืองไทยที่เรื้อรังฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักธุรกิจ การลงทุนใหม่ในภาคเอกชนถูกชะลอยาว ขณะที่แทบไม่มีการลงทุนภาครัฐ ตราบที่ยังตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้
ส่วนภาคส่งออกไม่ฟื้นตามเป้าหมาย แม้เศรษฐกิจของตลาดส่งออกหลักๆ จะเริ่มฟื้น
ยูโรโซน เศรษฐกิจมีเสถียรภาพดีขึ้น แต่การฟื้นตัวยังเชื่องช้า และเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะเงินฝืด ล่าสุดประธานธนาคารกลางยูโรต้องส่งสัญญาณเตรียมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในเดือน มิ.ย. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
จีนกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่เน้นการเติบโตอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจยังคงชะลอตัว และมีกำลังการผลิตส่วนเกินสูง
ญี่ปุ่น “อาเบะโนมิกส์” เริ่มเสื่อมมนต์ ผลกระทบจากการขึ้นภาษี VAT จาก 5% เป็น 8% เมื่อต้นเดือน เม.ย. ดึงการบริโภคและเศรษฐกิจในภาพรวม
ขณะที่สหรัฐแม้จะมีสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวดีกว่าเพื่อน แต่การฟื้นตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศ มีผลต่อการกระตุ้นปริมาณการค้าโลกค่อนข้างต่ำ
ส่วนภาคท่องเที่ยวบ้านเราที่เคยเป็นพระเอกกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากปัญหาการเมือง
กล่าวได้ว่า ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยติดหล่มการเมืองพร้อมกัน ทั้งการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ การส่งออก รวมถึงการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ได้ทยอยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ กำไรสุทธิ ตลอดจนราคาเป้าหมายรายหุ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
แม้ยังมีความเสี่ยงด้านล่างอยู่บ้าง แต่ราคาหุ้นได้สะท้อนความเสี่ยงไปบ้างแล้ว สังเกตได้ว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนด้อยกว่าของเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน เช่น ต่ำกว่าของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ถึง 13% และ 8% ตามลำดับ
ปัญหาการเมืองยิ่งลากยาว ยิ่งบั่นทอนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ และกระทบต่อความอยู่รอดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกลุ่ม SME
ด้านธุรกิจขนาดใหญ่ หรือบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และยังเติบโตได้ หนุนโดยรายได้จากธุรกิจในต่างประเทศ หรือจากการส่งออก
อย่างไรก็ดี หากการเมืองรุนแรงหรือยืดเยื้อจะกัดเซาะพื้นฐานเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทยไปเรื่อยๆ ต่อให้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ก็ยากจะหลีกเลี่ยงผลกระทบ
ช่วงที่การเมืองเปราะบางและเสี่ยงที่จะรุนแรง ดัชนีหุ้นจะปรับฐาน แกว่งลง จึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบซื้อหุ้นคืน
พึงระลึกว่า วิกฤตการเมืองผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เราผ่านวิกฤตการเมืองมาหลายครั้งในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ทุกครั้งเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
ความเสี่ยงทางการเมืองอาจกดราคาหุ้นแรงเกินเหตุ จนบางหุ้นอาจ “ถูกคุ้มเสี่ยง” ช่วงนี้จึงต้องให้ความสำคัญกับ Valuation รายหุ้น โดยใช้สมมติฐานที่ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ก่อนตัดสินใจลงทุน
ธุรกิจที่ทนแรงเสียดทานจากปัญหาเศรษฐกิจการเมือง และมีปันผลสูง กลุ่มนี้ เช่น ICT (INTUCH DTAC ADVANC JAS) รถไฟฟ้า (BTS) ผู้ผลิตไฟฟ้า (RATCH) เป็นต้น
นอกจากนั้น บางหุ้นแม้ปันผลอาจไม่สูงหรือไม่แน่นอน แต่กระแสเงินสดระยะยาวมีแนวโน้มโต และถูกการเมืองกระทบน้อย กลุ่มนี้ ได้แก่ PTTGC BCH KBS CPALL SPCG THCOM TUF เป็นต้น
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







