ลูกจ้างมีกิน นายจ้างมีกำไร
ต่อเนื่องจากเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่เตือนนายจ้างไว้ว่า “อย่าปล่อยให้ลูกจ้างจน” เพราะในท้ายที่สุด “นายจ้างจะเจ็บ”
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]
ต่อเนื่องจากเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่เตือนนายจ้างไว้ว่า “อย่าปล่อยให้ลูกจ้างจน” เพราะในท้ายที่สุด “นายจ้างจะเจ็บ”
เพราะเมื่อลูกจ้างจนและเครียดจากปัญหาทางการเงิน จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่คำขู่ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นพิสูจน์มาแล้วว่า นี่คือเรื่องจริง
ดังนั้น นายจ้างจำเป็นต้องเข้ามาช่วยสอดส่องดูแลไม่ให้ลูกจ้างมีปัญหาทางการเงิน
วีรวงศ์ พิพิธสุขสันต์ และทีมงาน ในโครงการวิจัยจัดทำและเผยแพร่องค์ความรู้การแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชากรวัยทำงานในองค์กรเอกชนของประเทศไทย หลักสูตรนานาชาติ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสยาม ให้คำแนะนำนายจ้างเอาไว้ในหนังสือเรื่อง “จัดการเงิน จัดการสุข”
รู้จักและทำความเข้าใจ
สิ่งแรกและสิ่งสำคัญของการแก้ปัญหา “จน...เครียด” ของลูกจ้าง คือ ความเข้าใจและการให้ความสำคัญของผู้บริหาร
ขณะเดียวกัน ลูกจ้างหรือพนักงานต้องพร้อมจะเปิดใจ และทำความเข้าใจว่า การมีปัญหาทางการเงินไม่ใช่เรื่องน่าอาย การเป็นหนี้สินรุงรังสามารถแก้ไขได้
“ผู้บริหารต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพนักงานว่า ปัญหาเรื่องหนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือสามารถขอรับคำปรึกษากับทางองค์กรผ่านทางฝ่ายบุคคล เพื่อจะได้ช่วยกันหาทางออกให้กับปัญหาได้”
ดังนั้น การแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มจากการทำแบบสำรวจ หรือสอบถามสถาบันทางการเงินของพนักงาน หรือคอยสังเกตพฤติกรรมของพนักงานที่อาจจะทำอะไรแปลกไปจากเดิม เช่น มาสายบ่อยๆ อยู่ๆ ก็ลางานไม่มีเหตุผล หรือไม่มีความสุขในการทำงาน มีอาการของความเครียดแสดงให้เห็น
“ในระยะแรกอาจจะเริ่มจากการให้หัวหน้างานสอบถามความเป็นอยู่ของพนักงาน ถ้าพบว่าพนักงานมีปัญหาแล้วต้องไม่นิ่งนอนใจ ต้องแจ้งให้ฝ่ายบุคคล หรือองค์กรวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ปัญหาเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นลุกลาม”
เมื่อองค์กรพบแล้วว่า พนักงานมีปัญหาหนี้สิน ขั้นตอนต่อไป คือ รวบรวมข้อมูลพนักงานและนำมาจัดเป็นกลุ่มก้อนตามระดับความรุนแรงของปัญหา และอาจจะจัดให้มีการสัมมนาเพื่อให้ความรู้และแนวทางการแก้ปัญหา
เนื่องจากการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาควรจะระบุออกมาเป็นกลุ่มๆ ตามลักษณะและความรุนแรงของปัญหา เช่น กลุ่มที่มีปัญหาหนี้นอกระบบ กลุ่มที่มีปัญหาหนี้สินจากพฤติกรรมการบริโภค
กำหนดแนวทางแก้ไข
หลังจากแบ่งพนักงานที่มีปัญหาออกเป็นกลุ่มๆ แล้ว ขั้นตอนถัดไป คือ หาแนวทางในการแก้ปัญหาในแต่ละกลุ่ม ซึ่งในหนังสือ “จัดการเงิน จัดการสุข” แนะนำให้แบ่งมาตรการแก้ปัญหาออกเป็น 3 ระดับ คือ
1.การแก้ปัญหาระยะสั้น เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ของพนักงาน
2.การแก้ปัญหาระยะกลาง เช่น การหาทางเพิ่มรายได้ให้กับพนักงาน ควบคู่ไปกับการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
3.การแก้ปัญหาระยะยาว โดยเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของพนักงาน และให้ความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับพนักงาน
“รายละเอียดและนโยบายของแต่ละองค์กรอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแต่ละธุรกิจ และควรจะเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับพนักงานด้วย”
ปัญหาหนี้ ปัญหาเร่งด่วน
ปัญหาแรกที่ต้องเร่งจัดการโดยด่วน คือ ปัญหาหนี้ เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด
บริษัทอาจจะจำเป็นต้องเข้ามาเป็น “ตัวกลาง” ในการเจรจาประนอมหนี้ ทั้งหนี้ในระบบ และหนี้นอกระบบ
กรณีที่เป็นหนี้ในระบบ บริษัทอาจจะเข้าไปช่วยเจรจาในการขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับพนักงาน เพื่อลดภาระหนี้ลง ไม่ว่าจะเป็นการขอยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ การขอลดดอกเบี้ย และอาจจะต้องมองหาการรีไฟแนนซ์ไปยังสถาบันการเงินที่มีเงื่อนไขที่ดีกว่า
แต่หากพนักงานเป็นหนี้นอกระบบ อาจจะใช้วิธีการเจรจากับเจ้าหนี้ของพนักงาน หรือหาวิธีการโอนหนี้นอกระบบ ซึ่งมีดอกเบี้ยสูงให้กลับเข้ามาเป็นหนี้ในระบบ หรือหนี้กับสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า
นอกจากนี้ บริษัทอาจจะจัดหาแหล่งเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำให้พนักงานนำไปจ่ายคืนหนี้นอกระบบ
ลดรายจ่ายด้วยสวัสดิการ
เมื่อปัญหาหนี้บรรเทาเบาบางลงไปบ้าง หรืออย่างน้อยแนวทางการแก้ปัญหา การให้คำปรึกษาของบริษัทก็น่าจะช่วยลดความตึงเครียดลงไปได้บ้าง
หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาต่อไป คือ พยายามช่วยให้พนักงานมีรายจ่ายน้อยลง จะได้มีเงินเหลือสำหรับการชำระหนี้ให้มากขึ้น หรือมีเงินมาใช้ในชีวิตประจำวันแบบคล่องตัวมากขึ้น
เริ่มตั้งแต่การจัดระบบสวัสดิการที่เหมาะสม ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริง
ตัวอย่างเช่น กิจการที่อยู่นอกเขตเมือง ควรจัดให้มีรถรับส่งเพื่ออำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพนักงาน แต่หากเป็นกิจการที่อยู่ในเขตเมือง การเดินทางสะดวกไม่จำเป็นต้องมีรถรับส่ง แต่อาจจะจัดสวัสดิการอาหารกลางวันเพื่อลดค่าครองชีพ จัดร้านค้าสวัสดิการที่ขายสินค้าราคาประหยัดในรูปแบบสหกรณ์
วีรวงศ์ พิพิธสุขสันต์ และทีมวิจัย จึงแนะนำให้บริษัทจัดให้มี “สวัสดิการแบบยืดหยุ่น”
“ปัจจุบันหลายองค์กรในประเทศไทยมีการนำสวัสดิการแบบยืดหยุ่นมาใช้ เพื่อช่วยให้สวัสดิการตรงกับความต้องการของพนักงานในแต่ละกลุ่มได้มากขึ้น”
สวัสดิการแบบยืดหยุ่น จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
1.สวัสดิการหลัก ซึ่งเป็นสวัสดิการขั้นต่ำที่พนักงานทุกคนจะได้รับเหมือนกัน เช่น วันหยุดพักผ่อน สิทธิการลา การประกันสุขภาพ การรักษาพยาบาลเบื้องต้น
2.สวัสดิการแบบยืดหยุ่น ซึ่งจะเป็นสวัสดิการที่จัดเป็นชุดๆ ให้พนักงานเลือกชุดที่มีความเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด เช่น บริษัทกำหนดสวัสดิการยืดหยุ่นไว้ 3 ชุด คือ ก. ข. และ ค. ที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน
สวัสดิการ ชุด ก. สำหรับพนักงานที่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี ที่ยังไม่เน้นเรื่องการประกันสุขภาพมากนัก แต่จะเน้นเรื่องเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายมากกว่า
สวัสดิการ ชุด ข. สำหรับพนักงานที่มีอายุระหว่าง 30-40 ปี ที่อาจจะต้องการสวัสดิการที่เกี่ยวกับครอบครัวมากขึ้น เช่น การกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ การตรวจสุขภาพ
สวัสดิการ ชุด ค. สำหรับพนักงานที่มีอายุระหว่าง 40 ปีขึ้นไป อาจจะเน้นไปที่สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล
นอกจากนี้ บริษัทอาจจะจัดชุดสวัสดิการตามรูปแบบอื่นๆ เช่น จัดตามสถานะของพนักงาน เช่น สวัสดิการสำหรับพนักงานที่ยังโสด กับ สวัสดิการสำหรับพนักงานที่มีครอบครัวแล้ว
“อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสวัสดิการให้พนักงานก็อาจจะทำให้บริษัทมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องพิจารณาให้ดี นอกจากนี้ การให้สวัสดิการมากเกินความจำเป็นยังไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับพนักงาน แต่กลายเป็นต้นทุนระยะยาวของบริษัทแทน”
ช่วยหาช่องทางเพิ่มรายได้
อีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้พนักงานลดความเครียดทางการเงินลงได้อีก คือ การช่วยให้พนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้น
“บริษัทอาจจะต้องปรับโครงสร้างองค์กรที่ช่วยให้พนักงานที่มีปัญหาทางการเงินสามารถทำงานล่วงเวลา เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด”
บริษัทควรจะเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานพิเศษที่ไม่กระทบกับงานประจำ โดยอาจจะสนับสนุนด้วยการปรับเวลาการทำงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อช่วยให้พนักงานที่ต้องทำงานพิเศษมีเวลามากขึ้น เช่น การจัดตารางเวรการทำงานที่สามารถสับเปลี่ยนได้ หรือการเข้าทำงานเร็วขึ้นเพื่อให้ได้เลิกเร็วขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถสนับสนุนการหารายได้เพิ่มของพนักงานในรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น การสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าที่พนักงานผลิต โดยอาจจะการรับสินค้าของพนักงานมาขายในร้านค้าสวัสดิการ หรือจัดกิจกรรมพิเศษแบบถนนคนเดิน หรือเปิดท้ายขายของ เพื่อให้พนักงานนำสินค้ามาขายให้เพื่อนพนักงาน
บริษัทยังควรจะสนับสนุนให้พนักงานมีความรู้เพิ่มเติมในการทำงาน ส่งเสริมความรู้ในการประกอบอาชีพเสริม
ขุดรากถอนโคนความเครียด
แม้ว่าบริษัทจะช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้า รวมทั้งช่วยหาวิธีลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ไปแล้ว แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ต้นตอของปัญหา เพราะต้นเหตุที่แท้จริงของความเครียดทางการเงิน คือ พฤติกรรมในการใช้จ่าย พฤติกรรมในการออม และการใช้ชีวิต
“เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการเกิดหนี้สินของพนักงานในระยะยาว องค์กรควรให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติทางการเงินของพนักงานให้รู้จักการวางแผนการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ไม่ฟุ่มเฟือย และมีวินัยในการออม”
บริษัทอาจจะเริ่มจากการส่งเสริมให้พนักงานจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้รู้ว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองเป็นอย่างไร ฟุ่มเฟือยมากแค่ไหน และจะสามารถลดรายจ่ายเหล่านั้นได้อย่างไร
นอกจากนี้ บริษัทควรจะใช้เครื่องมือส่งเสริมการออมอื่นๆ เข้ามาประกอบด้วย โดยเฉพาะการจัดตั้ง “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวสำหรับวัยเกษียณ รวมถึงการจัดโครงการออมอื่นๆ เพื่อสร้างวินัยในการออม เช่น การออมเงินเพื่อบุตรหลานของพนักงาน
ถ้านายจ้างจริงใจลงมาช่วยแก้ปัญหานี้แล้ว เชื่อว่าทั้งองค์กรจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไม่มีใครต้องเครียดเพราะเรื่องเงินอีกแล้ว และทำให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้งหนึ่ง


