
ญี่ปุ่น : An Older Japan
ถ้าโลกไม่แตกเสียก่อน คุณจะเชื่อไหม...ถ้าผมจะบอกว่าในเวลาอีกประมาณพันปี “คนญี่ปุ่น” จะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้? ในสหัสวรรษหน้า ลูกหลานของเราอาจต้องนั่ง “ไทม์แมชชีน” (ถ้ามี) ย้อนกลับมาในยุคนี้เพื่อที่จะรู้จัก “คนญี่ปุ่น” ตัวเป็นๆ ก็เป็นได้ คุณจะเชื่อไหม...
ถ้าโลกไม่แตกเสียก่อน คุณจะเชื่อไหม...ถ้าผมจะบอกว่าในเวลาอีกประมาณพันปี “คนญี่ปุ่น” จะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้? ในสหัสวรรษหน้า ลูกหลานของเราอาจต้องนั่ง “ไทม์แมชชีน” (ถ้ามี) ย้อนกลับมาในยุคนี้เพื่อที่จะรู้จัก “คนญี่ปุ่น” ตัวเป็นๆ ก็เป็นได้ คุณจะเชื่อไหม...
หากเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ๆ ในยุคที่เรียกว่า Baby Boom นั้น (รุ่นคุณพ่อหรือคุณปู่ของใครหลายๆ คนในปัจจุบัน) ประชากรญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด จากการเก็บสถิติของสำนักงานสำมะโนครัวประชากรแห่งชาติสหรัฐ (US Census Bureau) โดยประชากรญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีติดต่อกันเป็นเวลาเกือบ 60 ปี จนกระทั่งขึ้นไปสูงที่สุดในปี 2008 คือมีประชากรเกือบ 128 ล้านคน โดยหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราการเติบโตของจำนวนประชากรเป็นไปในลักษณะดังกล่าวก็คือ วิทยาการทางการแพทย์ที่ทำให้เด็กทารกมีอัตราการรอดชีวิตจากการเกิดมากขึ้น ผู้สูงอายุมีอายุเฉลี่ยยืนยาวมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้อัตราการตายในแต่ละปีของประชากรต่ำลง โดยปัจจุบันประชากรญี่ปุ่นมีค่าดัชนีอายุยืน ยืนยาวที่สุดในโลกที่ประมาณ 85 ปี และอัตราดังกล่าวนี้จะสูงขึ้นเป็น 90-93 ปี ในปี 2045 หรือในอีก 30 ปีข้างหน้า... มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าอายุยืนกันเป็น “อาเหล่ากงอาเหล่าม่า” แบบนี้ ประกอบกับวิทยาการทางการแพทย์ที่นับวันยิ่งจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อีก แล้วคนญี่ปุ่นจะสูญพันธุ์ไปได้อย่างไร
คำตอบก็คือ ญี่ปุ่นมีทารกเกิดใหม่ลดน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่จำนวน “คนแก่” กลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง เมื่อ 10 ปีก่อน ญี่ปุ่นมีเด็กเกิดใหม่ปีละ 1.1 ล้านคน มีคนตายปีละ 1.08 ล้านคน หักล้างกันแล้วยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นที่ประมาณ 2 หมื่นคน อย่างไรก็ตาม ในปีนี้อัตราการเกิดเริ่มลดลงเหลือ 1.03 ล้านคน ในขณะที่มีคนตาย (แม้จะอายุยืนมากขึ้น)ปีละ 1.19 ล้านคน หักล้างกันแล้ว ปีนี้ปีเดียว “คนญี่ปุ่น” จะมีจำนวนลดลงถึง 1.66 แสนคน หรือลดลงประมาณ 1 คนในทุกๆ 3 นาที หากยังนึกภาพไม่ออก อาจจะลองจินตนาการตามว่า จำนวนดังกล่าวคิดเป็นมากกว่า 2 เท่า ของจำนวนผู้ชมในสนามฟุตบอล Old Trafford ของทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในประเทศอังกฤษ ในวันที่มีผู้ชมเต็มสนามแบบเบียดๆ กันเลยทีเดียว
ปัญหาเรื่องประชากรญี่ปุ่นนอกเหนือจากเรื่องจำนวนที่ลดลงแล้ว หากลองดูลึกเข้าไปอีกนิดจะพบว่า ด้วยสภาวการณ์ในปัจจุบันที่มีจำนวน “คนแก่” มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่จำนวน “เด็ก” ก็ลดลงเรื่อยๆ ด้วยนั้น จะทำให้โครงสร้างของประชากรเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในอีก 30 ปีข้างหน้าอีกด้วย ถ้าเราตั้งคำนิยามกันเล่นๆ ว่า คนญี่ปุ่นเลิกเป็น “เด็ก” และเริ่มทำงานเมื่ออายุ 15 ปี และทำงานไปเรื่อยๆ อีก 50 ปี จนกระทั่งเข้าวัยเกษียณที่อายุ 65 ปี เราจะได้คน 3 กลุ่มวัย ซึ่งก็คือ วัยเด็ก วัยทำงาน และวัยชรา สถิติบอกเราว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า หากเราได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น เมื่อเราเดินตามถนนเราจะเจอ “คนแก่” ถึง 4 คนจากทุกๆ 10 คนที่เราเดินผ่าน และจะเจอ “อนาคตของชาติ” เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ในอนาคต ญี่ปุ่นจะมีคนอายุเกิน 100 ปี เพิ่มขึ้นจาก 9 หมื่นคน เป็น 9 แสนคน แม้ว่าในปัจจุบันยอดขาย “แพมเพิส” สำหรับคนแก่ก็สูงแซงหน้าของเด็กทารกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเสียด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกัน “วัยทำงาน” ก็จะมีจำนวนลดลงเหลือเพียงกึ่งหนึ่ง หรือที่ประมาณ 55 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับในสมัยหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ๆ นั่นเอง
หากคิดให้ง่ายขึ้นอีก ดินแดนอาทิตย์อุทัยซึ่งมีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกแห่งนี้ในอนาคตจะมี “วัยทำงาน” และ “วัยไม่ทำงาน” ในสัดส่วนพอๆ กันอย่างละครึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มิใช่ทุกคนที่อยู่ใน “วัยทำงาน” จะทำงานกันทุกคน นี่ยังไม่นับค่านิยมในการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นที่มีอัตราการเข้าร่วมแรงงานของสตรี ในอัตราเพียง 48% ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD ขณะที่ Participation Rate ของผู้ชายอยู่ที่ประมาณ 71% โดยอัตราดังกล่าวของแรงงานสตรีซึ่งลดลงในช่วงอายุ 35-39 ปี แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ผู้หญิงจะออกจากตลาดแรงงานหลังจากที่แต่งงานแล้วหรือมีบุตร ปัญหาดังกล่าวนี้ถือเป็นปัญหาระดับชาติ ถึงขนาดที่ว่า ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเองยังเคยกล่าวไว้ว่า ทรัพยากรที่ญี่ปุ่นยังใช้น้อย (กว่าที่ควร) อยู่ก็คือ ทรัพยากรมนุษย์สตรี นั่นเอง
เรื่องการสูญพันธุ์ในอีกพันปีข้างหน้าอาจเป็นปัญหาใหญ่ในเชิงสถิติหากไม่แก้ไข แต่ญี่ปุ่นต้องจัดการกับปัญหาใกล้ตัวที่กำลังจะเกิดขึ้นในศตวรรษนี้ก่อน หากยังปล่อยแบบนี้ “วัยทำงาน” ที่มีสัดส่วนน้อยลงเรื่อยๆ คงต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง...ผมดูโครงสร้างประชากรอีกครั้ง เกิดคำถามหนึ่งขึ้นมาในใจ : ในอนาคตระบบประกันสังคมจะมีเงินมาดูแล “คนแก่” ที่เพิ่มขึ้นเป็น 40% ของประชากรเหล่านี้ได้อย่างไร







