
รัฐโดดช่วยเอสเอ็มอี
อุตฯสั่งสสว.ผนึกแบงก์อัดฉีดสภาพคล่องเสนอบีโอไอหาทางออกมาตรการพยุงธุรกิจ
อุตฯสั่งสสว.ผนึกแบงก์อัดฉีดสภาพคล่องเสนอบีโอไอหาทางออกมาตรการพยุงธุรกิจ
รมว.อุตฯ สั่ง สสว.เกาะติดสถานการณ์เอสเอ็มอี ประสานแบงก์ช่วยสภาพคล่อง
นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เกาะติดสถานการณ์เอสเอ็มอีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีการจ้างงานสูง แต่จะถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจเร็วกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ทั้งนี้ ล่าสุด สสว.ได้ประสานความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดึงธนาคารพาณิชย์เข้ามาช่วยเหลือเรื่องสภาพคล่อง เช่น ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือยืดระยะการชำระหนี้ออกไป
นอกจากนี้ ยังได้ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปพิจารณาแนวนโยบายการส่งเสริมการลงทุน ในด้านสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นไปตามแนวทางเดิมที่ให้การส่งเสริมในปัจจุบัน คือ ส่งเสริมการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการขนาดการลงทุน 5 แสนบาท และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในสิ้นปี 2557 นี้ หรืออาจจะออกมาตรการใหม่เพิ่มเติม
นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ประธานสถาบันวิสาหกิจอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มไอ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์เอสเอ็มอีในไตรมาสแรกได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองพอสมควร โดยมียอดขายลดลงประมาณ 20% สาเหตุที่ลดลงมาก เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาธุรกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้ฐานสูง เมื่อนำยอดขายปีนี้ไปเทียบแล้วจึงดูลดลงค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2 คาดว่ากำลังซื้อภายในประเทศยังคงทรงตัว เพราะว่าชาวนาบางส่วนยังไม่ได้รับเงินจำนำข้าว รวมทั้งการที่ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ทำให้ไม่มีโครงการอุดหนุนสินค้าเกษตร ส่งผลต่อกำลังซื้อจากเกษตรกรหายไปมาก รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ยิ่งทำให้การจับจ่ายใช้สอยในประเทศลดลง
สำหรับการดำเนินงานของเอสเอ็มไอ นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการเอสเอ็มไอชุดใหม่เข้ามาดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ได้มีแนวนโยบายหลักๆ ในการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย โดยผลักดันให้ออกไปขยายตลาดการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะสนับสนุนให้ใช้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้ได้มากที่สุด
ทั้งนี้ เอสเอ็มไอจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยรวมกลุ่มกันออกไปหาพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนกับกลุ่มผู้ประกอบการในประเทศอาเซียน เพื่อขยายตลาดการค้าให้ใหญ่ขึ้น รวมทั้งรองรับกำลังซื้อสินค้าไทยในภาวะที่ตลาดภายในประเทศหดตัว รวมทั้งจะส่งเสริมให้เอสเอ็มอีในกลุ่มคลัสเตอร์เดียวกัน ไปหารือกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่เพื่อประสานความร่วมมือทางธุรกิจ ช่วยให้เอสเอ็มอีมีความเข้มแข็งมากขึ้น
“ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ต่างคนต่างอยู่ ขาดการร่วมมือทำงาน ทำให้ขาดความเข้มแข็งและต่อสู้กับคู่แข่งในกลุ่มเออีซีได้ยาก ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เอสเอ็มอีในกลุ่มธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน จะต้องประสานความร่วมมือในการผลิตและการตลาดให้มากขึ้น” นายศักดิ์ชัย กล่าว
ด้านการสำรวจผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองต่อกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจขนาด กลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทั้งกลุ่มภาคการผลิต การค้า และการบริการทั่วประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าในตลาดนัดจตุจักร รวม 500 ราย ได้รับผลกระทบจากการเมืองในสัดส่วน 76% โดยภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยลดลง 42%
ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการในตลาดนัดจตุจักรนั้น จะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ 50% และมีจำนวนลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาซื้อสินค้าลดลง 70% รวมทั้งมีประชาชนเที่ยวตลาดนัดสวนจตุจักรในวันเสาร์อาทิตย์ คำสั่งซื้อจากต่างประเทศ การค้าส่งภายในประเทศ และการค้าปลีก ลดลง 50% และกำลังซื้อของลูกค้าลดลง 40%







