
ทรู อินคิวบ์ รุ่น 2 ปั้นดาวซอฟต์แวร์ลุยตลาดโลก
โครงการทรู อินคิวบ์ เป็นหนึ่งในโครงการที่สนับสนุนสตาร์ทอัพคนไทย ที่ต้องบอกว่ามาทีหลังคนอื่นๆ ทั้งเอไอเอสและดีแทค
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
โครงการทรู อินคิวบ์ เป็นหนึ่งในโครงการที่สนับสนุนสตาร์ทอัพคนไทย ที่ต้องบอกว่ามาทีหลังคนอื่นๆ ทั้งเอไอเอสและดีแทค ที่เป็นคู่แข่งโดยตรง หรือแม้แต่ผู้ร่วมสายธุรกิจ เช่น สามารถ อินโนเวชั่น อะวอร์ดส์ ที่ทำมายาวนานถึง 10 ปีแล้ว แต่ระยะเวลาอาจไม่ได้เป็นคำตอบเสมอไป เพราะล่าสุด ทรู อินคิวบ์ ได้คัดเลือกทีมสตาร์ทอัพ รุ่นที่ 2 และเตรียมปั้นดาวซอฟต์แวร์เพื่อไปลุยตลาดต่างประเทศ ถือว่ามาแรงไม่น้อย
เมื่อปีที่ผ่านมา ทรู อินคิวบ์ รุ่นแรก มี 6 ทีม จากที่กำหนดไว้ว่าจะคัดเลือกให้ได้ 5 ทีมสุดท้ายระดับหัวกะทิ ซึ่ง ปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ผู้อำนวยการ บริหาร ทรู อินคิวบ์ บอกว่า ไม่สามารถตัดใจทิ้งทีมสุดท้ายได้ เพราะประเมินแล้วว่ามีศักยภาพที่จะต่อยอดแอพพลิเคชั่นได้อีกมาก ซึ่งปัจจุบันทั้ง 6 ทีมจากรุ่นแรก กำลังขะมักเขม้นพัฒนาผลงาน รวมถึงเริ่มเปิดให้บริการและกำลังเจรจากับพันธมิตรเพื่อขยายไปต่างประเทศ
สำหรับรุ่นที่ 2 ได้ประกาศ 5 ทีมสุดท้าย สตาร์ทอัพไทยที่มีไอเดียบรรเจิดสุดๆ ซึ่งทรู อินคิวบ์ ได้ให้เงินทุน 5 แสนบาททันทีเพื่อเป็นเงินตั้งต้นธุรกิจกับทั้ง 5 ทีม พร้อมกับเข้าเก็บตัวในบูธแคมป์ เพื่ออบรมแนวทางการคิดและทำงานแบบนักธุรกิจอย่างเข้มข้นตลอด 99 วัน และสุดท้ายจะมี 1 ทีมจาก 5 ทีมนี้ ได้รับคัดเลือกไปเรียนรู้การทำงานและนำเสนอแผนธุรกิจกับ กลุ่มนักลงทุน 500 สตาร์ทอัพ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสตาร์ทอัพของแท้ที่ซิลิคอน วัลเลย์
“จากการคัดเลือกทีมที่เข้ามาสมัครกว่า 100 ทีมเพื่อให้ได้ 5 ทีมสุดท้ายยอมรับว่าเป็นเรื่องยากมาก นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยทั้งระดับนักเรียนนักศึกษา คนทำงานแล้ว มีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นในระดับที่ดีมาก ในกว่า 100 ทีมที่พลาดในปีนี้ ได้รับคำแนะนำให้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อมาร่วมโครงการใหม่ในปีหน้า หรืออาจจะไปร่วมโครงการอื่นๆ ก็ได้ ถือเป็นเรื่องที่ดีในการพัฒนาระบบนิเวศของกลุ่มผู้ประกอบการไทยในอนาคต” ปุณณมาศ กล่าว
ความตั้งใจหนึ่งของทรู อินคิวบ์ คือการสร้างกลุ่มสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ออกมาเรื่อยๆ และสุดท้ายจะเกิดเป็นกลุ่มผู้ประกอบการในวงการซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นที่มารวมตัวกัน ซึ่งอาจจะมีจากโครงการอื่นๆ ด้วย ทุกคนสามารถแชร์ประสบการณ์ จับมือเป็นพันธมิตรต่อยอดและพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ได้อีก ซึ่งตอนนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว รุ่นแรกให้คำปรึกษารุ่นต่อๆ มา การแข่งขันมีเพื่อพัฒนาและยกระดับ แต่สุดท้ายทุกคนคือเพื่อนกัน
สำหรับทีมสตาร์ทอัพต่างๆ ที่มาสมัครทรู อินคิวบ์รุ่นที่ 2 มีซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจในหลายๆ ประเภท เช่น อีคอมเมิร์ซ, โซเชียลเน็ตเวิร์ก, มาร์เก็ตเพลส, เอดูเคชั่น, การตลาดและการกระจายสินค้า, การเงินและการชำระเงิน, การท่องเที่ยว ซึ่ง สำหรับ 5 ทีมสุดท้ายที่ผ่านการคัดเลือกได้แก่ ทีม คอร์ส สแควร์ (Course Square) โดยอดีตอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาแพลตฟอร์ม อีเลิร์นนิ่ง สำหรับองค์กรในรูปแบบมัลติมีเดีย ช่วยด้านการอบรม ติดตามผล วัดผลพนักงานในองค์กร ถือว่าสอดคล้องกับแนวโน้มในปัจจุบันที่การพัฒนาบุคลากรในองค์กร มีความสำคัญ และช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันให้กับองค์กรเพื่อรับมือกับเออีซี
ทีมแฮงก์สเตอร์ (Hankster) ของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่คิดบริการจับคู่หาเพื่อนใหม่แบบเป็นกลุ่ม เพื่อสร้างประสบการณ์เที่ยวในรูปแบบพิเศษ ซึ่งยังไม่เคยมีในประเทศไทย ทีมที่ 3 คือ ทีมพูน (Puun) โซลูชั่นสำหรับสำนักงานบัญชีที่ช่วยแปลงข้อมูลตัวเลขที่เข้าใจยาก ให้เป็นข้อมูลเชิงกราฟฟิกที่เข้าใจง่าย พร้อมระบบหลังบ้านสำหรับนักบัญชี เพื่อช่วยในการติดต่อลูกค้าและติดตามผล คิดค้นโดยนักบัญชีที่มากประสบการณ์
ทีมโฮลา (Hola) แชทแอพพลิเคชั่นแบบเรียลไทม์ที่พัฒนาบนระบบแผนที่ โดยผู้ใช้สามารถสร้างตัวละครที่เป็นตนเอง (Avatar) และแชทคุยกับเพื่อนหรือคนบนแผนที่ได้อย่างสนุกสนาน พัฒนาโดยกลุ่มนักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และสุดท้ายทีมเวทไซด์ (Vetside) โซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับสัตวแพทย์ เพื่อใช้เป็นช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลในการรักษาสัตว์ โดยวางแผนที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งรวมความรู้ในการรักษาสัตว์หลากหลายชนิดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นำทีมโดยสัตวแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทั้ง 5 ทีมนี้ บางทีมก็มีผลงานเริ่มต้นมาแล้ว บางทีมก็เป็นเพียงไอเดียเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าใครก็ตามแม้จะยังไม่มีผลงาน แต่ถ้ามีไอเดียที่ดี ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้ สิ่งสำคัญอีกประการคือ การพัฒนาแนวความคิด ที่คนไทยต้องเป็นสตาร์ทอัพให้ได้ เนื่องจากโลกออนไลน์เปิดกว้างมาก ที่ต่างประเทศใครคิดอะไรได้จะลงมือทำทันที แต่ไอเดียดีๆ ของคนไทยยังมีอีกมาก แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่มีประโยชน์ แม้ว่าวัฒนธรรมการลงทุนของไทยจะไม่ส่งเสริมรูปแบบการลงทุนของสตาร์ทอัพ แต่อย่าลืมว่าในต่างประเทศยังมีเงินทุนรออยู่อีกมหาศาล
ปุณณมาศ กล่าวทิ้งท้ายว่า ความตั้งใจของทรู อินคิวบ์คือ จัดให้ได้ปีละ 2 รุ่น รุ่นละ 5 ทีม เท่ากับว่า ปีหนึ่งจะมีสตาร์ทอัพเกิดใหม่กับโครงการนี้ 10 ทีม ซึ่งทั้งหมดต้องทำงานแบบฟูลไทม์ ห้ามทำงานอื่น หรือทำแค่พาร์ทไทม์ก็ไม่ได้ เพราะทรูสนับสนุนเงินทุนและที่ปรึกษาแล้ว โดยทรูจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ จะให้เพียงเงินทุนสนับสนุน และการช่วยเหลือด้านการตลาด ที่ปรึกษาทางกฎหมายเท่านั้น เพราะการปล่อยให้เป็นบริษัทขนาดเล็ก มีความคล่องตัว คิดและทำอะไรได้รวดเร็ว คือเสน่ห์ของสตาร์ทอัพ แต่หากทีมใดมีสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับทรู ก็จะร่วมมือในลักษณะพันธมิตร
สตาร์ทอัพไทยกำลังเบ่งบานขึ้นเรื่อยๆ เป็นโอกาสที่คนในวงการซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่น ต้องสนใจและไขว่คว้าไว้ให้ได้ครั้งนี้ บิล เกตส์ สตีฟ จ็อบส์ หรือมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก อาจจะเกิดขึ้นในประเทศไทยก็เป็นได้







