
เสนอบอร์ดกองทุนกสทช.หั่นราคาคูปองทีวีดิจิตอล
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอบอร์ดกองทุนกสทช. หั่นราคาคูปองทีวิดิจิตอลเหลือ 512 บาท หวั่นรัฐเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอบอร์ดกองทุนกสทช. หั่นราคาคูปองทีวิดิจิตอลเหลือ 512 บาท หวั่นรัฐเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า กลุ่มเครือข่ายผู้บริโภคต้องการให้ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ทบทวนราคาคูปองทีวีดิจิตอลที่ในตอนแรกสรุปราคาที่ 1,000 บาท ลดลงเหลือ 512 บาท
ทั้งนี้ เพราะตามประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลประเภทบริการธุรกิจระดับชาติ พ.ศ.2556 กำหนดให้ใช้เงินขั้นต่ำประมูลทีวีดิจิตอล ประเภทบริการธุรกิจ 24 ช่อง ซึ่งมีมูลค่า 15,190 ล้านบาท จำนวนครัวเรือนที่แจกรวม 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เฉลี่ยคูปองละ 690 บาท
ดังนั้น กรณีการปรับมูลค่าคูปองที่ 1,000 บาท รวมมูลค่า 2.2 หมื่นล้านบาท อาจเข้าข่ายการใช้เงินสนับสนุนขัดกับประกาศฯ กสทช. หรือไม่
ปัจจุบัน ราคากล่องรับสัญญาณ (เซ็ต ท็อป บอกซ์) ที่มูลนิธิฯ สำรวจราคาในต่างประเทศ เช่น กล่องรับสัญญาณในสหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 13 เหรียญสหรัฐ และกล่องรับสัญญาณรวมเสาอากาศอยู่ที่ 16 เหรียญสหรัฐ ซึ่งการกำหนดมูลค่าคูปองที่ 1,000 บาท อาจเป็นมูลค่าที่สูงเกินราคากล่องรับสัญญาณในปัจจุบัน และอาจทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณของรัฐที่ กสทช.เตรียมใช้เงินสนับสนุน
นอกจากนี้ การกำหนดให้กล่องรับสัญญาณ สามารถรองรับทีวีดิจิตอลได้เพียง 36 ช่อง ขณะที่ กสทช. กำหนดให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล 48 ช่อง ดังนั้น การที่กล่องรับสัญญาณดาวเทียม ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่สามารถใช้คูปองแลกซื้อได้นั้น ไม่สามารถรับชมทีวีดิจิตอล ประเภทชุมชนได้ อาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ ด้านการปิดกั้นการรับข้อมูลข่าวสารของประชาชน
นายฐกร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัสน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ในฐานะเลขากองทุนกทปส. กล่าวว่า บอร์ดกองทุนฯ จะประชุมในวันที่ 6 พ.ค. เพื่อพิจารณาราคาคูปองดิจิตอลที่ได้สรุปราคาเบื้องต้นที่ 1,000 บาท แต่ทั้งนี้ ราคาอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ หากบอร์ดกองทุนไม่เห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม บอร์ดกองทุนไม่ขัดข้องหากราคาคูปองจะเพิ่มจากเดิมที่วางไว้ 690 บาท และต้องใช้เงินกองทุนสูงมากขึ้น เนื่องจากราคาที่ได้จากการประมูล 24 ช่อง มากกว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ตั้งไว้ ดังนั้น จึงควรนำมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการรับชมให้ประชาชนไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม







