posttoday
ต้องพร้อม-อย่ารอ "โชค" เปิดใจสถาปนิคอาเซียนคนแรก

ต้องพร้อม-อย่ารอ "โชค" เปิดใจสถาปนิคอาเซียนคนแรก

29 เมษายน 2557

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

“ประธานเครือของเราบอกว่า โชคน่ะไม่มีหรอก มีแต่การเตรียมความพร้อมถึงจะทำให้ประสบความสำเร็จ เราจึงต้องเตรียมความพร้อมให้ตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ด้วยการขึ้นทะเบียนระดับอาเซียน”

นี่คือคำอธิบายของ วิจิตร ศิลาวิเศษฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสคิว อาร์คีเต็ค แอนด์ แปลนเนอร์ ในเครือทีมกรุ๊ป และ 1 ใน 3 คนแรกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถาปนิกอาเซียน

เขาย้ำว่า การตัดสินใจขึ้นทะเบียนเป็นสถาปนิกอาเซียนเป็นเรื่องที่เกิดจากการตรึกตรองถึงโอกาสในอนาคตเป็นอย่างดีแล้ว ว่าจะเป็นบันไดก้าวสู่ “งานเบื้องหน้า” และก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มตัวภายใต้กติกาที่เปลี่ยนไป

สำหรับจุดเด่นที่เชื่อว่าจะทำให้เขาได้ “ลูกค้า” ในอาเซียน คือ การดูแลอย่างครบวงจร มองความต้องการของลูกค้า แล้วคิดเป็นองค์รวม เช่น หน้าตางานสถาปัตยกรรม เหตุผลที่หน้าตาแบบนั้น พื้นที่ใช้สอย ความปลอดภัย วิธีก่อสร้าง วัสดุที่ใช้ ความประหยัด ตลอดจนการบำรุงรักษาอาคารนั้นๆ ต่างจากที่อื่นที่อาจมองให้แค่หน้าตาของงาน แต่ไม่ได้คำนึงถึงการดูแลหลังจากนั้นเลย

ก่อนหน้านี้ วิจิตรเคยมีประสบการณ์ด้านสถาปัตยกรรมกับบริษัทร่วมทุนในลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม มาบ้างแล้ว ภายใต้แนวทางของสหภาพสถาปนิกโลก (ยูไอเอ) เขาฉายภาพว่า งานสถาปัตยกรรมในอาเซียนส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน เพราะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดจนวัฒนธรรมของคนในภูมิภาคไม่แตกต่างกันมากนัก การเข้าไปทำงานจึงไม่ใช่เรื่องยาก

“แม้กฎหมายเกี่ยวกับอาคารและกฎหมายผังเมืองจะแตกต่างกันบ้าง แต่ก็อิงกฎหมายสากลเป็นพื้นฐาน ปัญหาอย่างหนึ่งคือบางประเทศหาข้อมูลกฎหมายยาก เราก็ต้องอาศัยจำจากบริษัทที่ร่วมทุนหรือทำงานกับเราเอา แต่ภาพรวมด้านกฎหมายไม่มีอะไรน่าหนักใจ เผลอๆ กฎหมายผังเมืองบางประเทศซับซ้อนน้อยกว่าประเทศไทยอีก” วิจิตร เล่าเปื้อนยิ้ม

เรื่องหนึ่งที่เขาต้องทำการบ้านค่อนข้างหนัก คือเรื่อง “พาร์ตเนอร์” การจะหาบริษัทที่ดีมาร่วมทำธุรกิจด้วยไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เขาเคยเหนื่อยกับการได้บริษัทพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นที่ไม่ค่อยดีมาบ้าง หากจะขยายธุรกิจไปยังประเทศใหม่ๆ ที่ไม่เคยเข้าไป คงต้องพิจารณาประสบการณ์และความสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ภายในประเทศของบริษัทนั้นอย่างละเอียด เพราะหากไม่ดูให้ดี กว่าจะรู้ธาตุแท้จริงๆ ก็ต้องเสียเวลาไปถึง 2 ปี

แม้จะมีประสบการณ์คร่ำหวอดในแวดวงสถาปนิกมากว่า 40 ปี รวมถึงมีประสบการณ์ในอาเซียนมาบ้าง แต่วิจิตรยืนยันว่าถึงจะได้เป็นสถาปนิกอาเซียนแล้ว แต่เขาเองจะ “อยู่เฉยๆ” ไม่ได้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องพัฒนา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ

เขาเน้นว่าการที่ภาษาไม่แข็งแรงยังทำให้ไม่สามารถทำงานในต่างประเทศแบบ “เข้าเนื้อ” ไม่สามารถเจรจา ไม่รู้ข้อมูลเชิงลึก กำไรหรือมาร์จิ้นที่ควรจะได้จึงยังไม่มากนัก มาร์จิ้นที่ได้ในอาเซียนขณะนี้จึงยังไม่สูงกว่าที่ไทย

นอกจากนี้ เขายังต้องใส่ใจ “เรื่องใหม่ๆ” ในทุกด้าน ควบคู่ไปกับการฝึกภาษาด้วย เพื่อให้ตัวเองยังคงก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก

“ตอนนี้โลกเราเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ทุกอย่างมันเปลี่ยนตลอดเวลา แฟชั่นเปลี่ยน วัสดุเปลี่ยน ความคิดของคนเปลี่ยน ลีลา ไลฟ์สไตล์ต่างๆ ก็เปลี่ยน เรื่องเหล่านี้ล้วนกลับมาส่งผลถึงการออกแบบงานสถาปัตยกรรม เราเองจึงต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ให้งานของเรามีทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย และความแปลกใหม่”

เมื่อถามถึงกรณีที่ยังไม่ค่อยมีสถาปนิกมาขึ้นทะเบียนระดับอาเซียน วิจิตร วิเคราะห์ว่า ส่วนหนึ่งมาจากเกณฑ์คุณสมบัติการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง (พวต. หรือ CPD) ผู้ที่จะขึ้นทะเบียนได้ต้องมีหน่วย พวต.อายุไม่เกิน 5 ปี จำนวนไม่น้อยกว่า 24 หน่วย เรื่องดังกล่าวประสบปัญหาตั้งแต่ตอนสภาสถาปนิกประชุมวางเกณฑ์ จนทำให้มีสถาปนิกกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันมาประท้วงล้มเกณฑ์ แม้ขณะนี้จะประกาศใช้ออกมาแล้ว แต่สถาปนิกจำนวนหนึ่งยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองตามเกณฑ์ดังกล่าว

“ผมอยากให้ทุกคนลองปรับตัว แล้วมาขึ้นทะเบียนสถาปนิกอาเซียนกันเยอะๆ ถ้างานหรือโอกาสมาจริงๆ เมื่อไหร่ ผมคนเดียว หรือ 3 คน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไปแล้ว ทำเองก็คงไม่หมด มาร่วมเตรียมพร้อมกันก่อน จะไปหรือไม่ไปก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไป เราก็จะได้สร้างชื่อสถาปนิกไทยในเวทีอาเซียน”

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี