
เปิดรูรั่วร่างทีโออาร์จัดซื้อระบบเอกซเรย์ผู้โดยสาร 8.3 พันล.
นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภา วันที่ 23 ส.ค. 2554 ได้มีการบรรจุโครงการจัดทำระบบข้อมูลการตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรักษาความปลอดภัยและความสะดวกแก่ผู้โดยสารทั้งขาเข้า–ขาออก โดยใช้เวลาตรวจสอบเพียง 10 วินาทีต่อคน จากปัจจุบันที่ต้องใช้เวลา 40 วินาทีต่อคน
นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภา วันที่ 23 ส.ค. 2554 ได้มีการบรรจุโครงการจัดทำระบบข้อมูลการตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรักษาความปลอดภัยและความสะดวกแก่ผู้โดยสารทั้งขาเข้า–ขาออก โดยใช้เวลาตรวจสอบเพียง 10 วินาทีต่อคน จากปัจจุบันที่ต้องใช้เวลา 40 วินาทีต่อคน
ต่อมาในช่วงกลางปี 2556 บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ได้ดำเนินโครงการจ้างให้บริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า โดยกำหนดราคากลางรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 8,313 ล้านบาท สำหรับสนามบินของ ทอท.ทั้ง 6 แห่ง
“ขณะนี้ ทอท.อยู่ระหว่างปรับปรุงร่างทีโออาร์โครงการจัดซื้อระบบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า และคาดว่าทีโออาร์จะแล้วเสร็จประมาณเดือน พ.ค.มิ.ย. 2557 และคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมโครงการ หากเอกชนรายใดสามารถจัดหาอุปกรณ์ตามสเปกที่ ทอท.ต้องการได้ดีที่สุด และเสนอราคาจัดเก็บค่าคัดกรองในอัตราที่ต่ำที่สุด ก็จะได้เข้ามาดำเนินการติดตั้ง และจัดเก็บค่าคัดกรองภายในสนามบินทั้ง 6 แห่ง ของ ทอท.” เมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย ระบุ
แต่ทว่าหากย้อนหลังไปในช่วงเดือน ก.ย.ต.ค. 2556 มีคนใน ทอท.ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่า ทอท.จะมีโครงการเปิดประมูลจัดซื้อระบบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า และว่ากันว่าการจัดซื้อในโครงการดังกล่าวถูกผู้บริหารระดับสูงปิดข่าวประมูลเป็นความลับ ทั้งยังสั่งห้ามพนักงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลใดๆ แก่บุคคลภายนอก
กระทั่งในท้ายที่สุดพนักงาน ทอท.บางส่วนได้ร้องเรียนกรณีการจัดซื้อจัดจ้างระบบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้าไปยังคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 3 ต.ค. 2556 และคณะกรรมาธิการได้ทำการสอบถามความคืบหน้าโครงการฯ
“การประกาศจ้างให้บริการระบบ APPS ซึ่งมีการกำหนดราคากลางรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 8,313 ล้านบาท มีบริษัทสนใจซื้อซอง 8 ราย แต่มีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว คือ บริษัท 2s Consortium ซึ่งประกอบด้วย บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี และบริษัท สามารถคอมเทค ทอท.จึงขยายเวลาจัดซื้อจัดจ้างออกไป” วิชัย บุญยู้ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทอท.ในขณะนั้นให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการ
จึงเกิดคำถามว่าเป็นไปได้อย่างไร โครงการลงทุนที่มีมูลค่ากว่า 8,300 ล้านบาท เล็ดลอดสายตาผู้คนในสังคม ทั้งๆ ที่มีผลกระทบต่อผู้โดยสารที่เข้าออกประเทศไทยโดยตรง เพราะระบบดังกล่าวจะทำให้ผู้โดยสารหรือสายการบินต้องมีค่าใช้จ่ายในการผ่านเครื่องคัดกรองไม่เกิน 50 บาทต่อคนต่อเที่ยว ตามมติคณะกรรมการการบินพลเรือน
ในขณะที่แต่ละปีปริมาณผู้โดยสารที่เข้าออกประเทศไทยผ่านสนามบินที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. 6 แห่ง ในปี 2556 พบว่า อยู่ที่ 50 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่มีผู้โดยสารผ่านเข้าออก 42.3 ล้านครั้ง และปี 2554 ที่มีผู้โดยสารผ่านเข้าออก 36.1 ล้านครั้ง ขณะที่แนวโน้มผู้โดยสารที่เข้าออกสนามบินที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท.เพิ่มขึ้นทุกปี
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบร่างทีโออาร์โครงการจัดหาระบบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า กลับพบข้อสังเกตและเงื่อนไขร่างทีโออาร์ที่เป็นรูรั่วและเปิดช่องให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมได้
อาทิ ร่างทีโออาร์ที่กำหนดกรอบการจัดหาอุปกรณ์ไว้กว้างๆ และไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของอุปกรณ์และระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในระบบอย่างชัดเจน ตลอดจนให้คณะกรรมการคัดเลือกใช้ “ดุลพินิจ” ในการให้คะแนนข้อเสนอทางเทคนิคได้ ผลพวงที่ตามมา คือ เอกชนอาจจัดหาอุปกรณ์ที่มีคุณภาพต่ำมาให้ ทอท.ก็เป็นได้ หากมีการรู้เห็นเป็นใจกันภายใน
ที่สำคัญเงื่อนไขที่กำหนดให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดคราวเดียว 8,300 ล้านบาท และมีโอกาสถูกเลิกจ้างได้ทุกเมื่อตามที่ ทอท.เห็นสมควร โดยไม่มีสิทธิโต้แย้ง แลกกับการให้สิทธิได้ค่าจ้างจากการคัดกรองผู้โดยสารในอัตราไม่เกิน 32 บาทต่อคนต่อเที่ยว ภายในระยะเวลาจ้างตามสัญญา 5 ปี
หากเส้นสายภายในไม่หนาพอก็มีความเสี่ยงสูง เพราะต้องลงทุนไปก่อน และจะทยอยได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนในอัตราที่บริษัทเสนอ ซึ่งอาจจะต่ำกว่า 32 บาทต่อคนต่อเที่ยวก็ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการประมูลครั้งที่แล้วมีผู้เสนอราคาเพียง 1 ราย
โดยเฉพาะเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การกีดกันคู่แข่งที่ชัดเจนที่สุด เห็นจะเป็นกรณีการกำหนดระยะเวลาการเปิดประมูลและตรวจสอบระบบที่มีระยะเวลาสั้นเกินไป คือ ไม่ถึง 30 วัน และกำหนดระยะเวลาติดตั้งให้แล้วเสร็จ 4 เดือน นับแต่วันแจ้งตกลงจ้าง ทำให้ผู้สนใจเตรียมตัวไม่ทัน เช่น บริษัทต่างชาติที่ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในไทย
นี่ยังไม่นับรายละเอียดย่อยอื่นๆ เช่น เงื่อนไขทีโออาร์ที่กำหนดนำการส่งค่าคัดกรองในอัตรา 5 บาทต่อคนต่อเที่ยว ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) หรือคิดเป็นเงินนำส่ง 1,500 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญานั้น เงินทั้งหมดจะอยู่กับผู้รับจ้างก่อนส่งต่อให้ ทอท. นั่นก็หมายความว่า หากมีการอุบอิบเงินส่วนนี้ไว้ เอกชนหรือใครก็ได้อาจได้เงินกินเปล่า 1,500 ล้านบาทเลยทีเดียว
งานนี้ก็ต้องวัดใจกันว่า ผู้บริหาร ทอท.จะสั่งรื้อเงื่อนไขทีโออาร์จัดหาระบบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้าใหม่อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาเกี่ยวกับผลประโยชน์อันมิควรได้







