
ไทยพาณิชย์หั่นจีดีพีเหลือ1.6%
ศูนย์วิจัยฯ ไทยพาณิชย์ ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจจาก 2.4% เหลือ 1.6% หลังมองตั้งรัฐบาลไม่ทันไตรมาส 3 และส่งออกโตต่ำกว่าที่คาด แต่ยืนยันเศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย
ศูนย์วิจัยฯ ไทยพาณิชย์ ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจจาก 2.4% เหลือ 1.6% หลังมองตั้งรัฐบาลไม่ทันไตรมาส 3 และส่งออกโตต่ำกว่าที่คาด แต่ยืนยันเศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย
นางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2557 เหลือ 1.6% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2.4% หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจราว 8 แสนล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อกว่าที่คาด จนทำให้การจัดตั้งรัฐบาลที่เดิมประเมินไว้ว่าจะมีรัฐบาลในไตรมาส 3 ต้องเลื่อนออกไปเป็นปลายปีนี้ และภาวะการส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 4% ต่ำกว่าเดิมที่ประเมินไว้ 5%
ทั้งนี้ ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งผลกระทบทางตรง คือ ทำให้การลงทุนของภาครัฐหายไป เนื่องจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ล่าช้า ถึงแม้จะมีรัฐบาลปลายปีนี้และเร่งจัดทำงบประมาณก่อนโดยเร็ว แต่กว่าจะเบิกจ่ายได้ก็เป็นช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า นอกจากนี้การเมืองยังส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน
สำหรับการลงทุนภาครัฐ คาดว่า ปีนี้จะหดตัว 6.6% จากการขาดเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐแล้ว ยังต้องจับตาการพิจารณาต่ออายุการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เป็น 7% รวมทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และสุดท้าย คือ การเจรจาข้อตกลงการค้าฉบับใหม่กับสหภาพยุโรปเพื่อทดแทนสิทธิพิเศษทางศุลกากร (จีเอสพี) ที่จะหมดลงในปีนี้ ซึ่งหากไทยถูกอียูตัดสิทธิจีเอสพี จะกระทบกับการส่งออก 3 อุตสาหกรรมหลัก คือ อาหารทะเลแช่แข็ง เครื่องนุ่งห่ม และรถจักรยานยนต์ ทำให้ไทยเสียประโยชน์เฉลี่ยในแต่ละปีสูงถึง 0.6 - 0.7% ต่อจีดีพี
นางสุทธาภา กล่าวว่า การส่งออกที่เหมือนจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดียวในปีนี้ แต่ปรากฏว่า ไตรมาสแรกตัวเลขส่งออกไม่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก โดยติดลบ 1% โดยเป็นการลดลงจากราคาสินค้าเกษตร ยางพารา อาหารทะเล และรถยนต์ในตลาดหลักหดตัวทั้งออสเตรเลียและอินโดนีเซีย แต่ในตลาดรอง อย่างมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และซาอุดิอาระเบีย ยังมีคำสั่งซื้อรถยนต์อยู่ และมีสัญญาณที่ดีจากการส่งออกสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังฟื้นตัวดีขึ้น ดังนั้น ธนาคารจึงเห็นควรปรับลดประมาณการตัวเลขส่งออกปีนี้ลงเพียง 1% มาอยู่ที่ 4% ดังกล่าว
สำหรับการบริโภคภาคเอกชน ประมาณการปีนี้จะหดตัว 0.5% โดยมีสัญญาณจากการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่หดตัวถึง 12% ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่เติบโตเพียง 4% และยอดขายรถยนต์ใหม่ที่น้อยกว่าคาด โดยมียอดขายเพียง 7 หมื่นคันต่อเดือนในไตรมาสแรก ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 1 แสนคันต่อเดือน ซึ่งแม้การเมืองจะคลี่คลายในช่วงปลายปีแต่การบริโภคไม่ฟื้นตัวมากเพราะมีปัญหาหนี้ครัวเรือนกดดันอยู่ และภาคธนาคารยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ
ส่วนการลงทุนภาคเอกชน มองว่า ทั้งปีจะหดตัว 2.8% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอ การส่งออกที่ไม่ฟื้นตัวมากนัก จึงเห็นการนำเข้าสินค้าทุนติดลบถึง 15% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำที่ระดับ 61.5% สะท้อนว่า ภาคอุตสาหกรรมยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต
นอกจากนี้ ภาวะเงินทุนไหลออกอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปี จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง 2.อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่มีแนวโน้มปรับลดลงสวนทางกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเพื่อนบ้าน และ 3.แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ เร็วขึ้นจากเดิม ความเสี่ยงภาวะเงินทุนไหลออกจะกดดันให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากระดับปัจจุบัน โดยสิ้นปีคาดว่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
"เงินเฟ้อไทยยังทรงตัวต่ำและปัญหาการเมืองกดดันภาวะเศรษฐกิจชะลอ ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอาจจะปรับลงอีก 0.25% ในปีนี้ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านเงินเฟ้อมีทิศทางปรับขึ้น สะท้อนได้ว่าดอกเบี้ยนโยบายของเพื่อนบ้านอยู่ในช่วงขาขึ้น และเป็นไปในทิศทางเดียวกับดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐที่น่าจะเห็นการปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก ดังนั้น กระแสเงินทุนที่จะไหลเข้าตลาดเกิดใหม่จะเลือกไปหาผลตอบแทนที่ดีในประเทศเพื่อนบ้านแทนที่จะมาไทย" นางสุทธาภา กล่าว
นางสุทธาภา กล่าวว่า หากสถานการณ์การเมืองยังอยู่ในภาวะเดิมตลอดทั้งปีไม่มีความรุนแรง ก็มองว่า จุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยคงผ่านมาแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงท้องช้างเพราะจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงที่ประชาชนมีความกังวล (Panic) มากที่สุดและเชื่อว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้เข้าสู๋ช่วงภาวะถดถอย แต่เป็นการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่า ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะเริ่มมีทิศทางปรับขึ้นจากฐานปีที่แล้วต่ำและส่งออกเริ่มฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่า คือ ถ้าสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อเป็นปี อาจส่งผลศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย และความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่ความสามารถของแรงงานต่ำลง โดยที่รัฐบาลไม่สามารถมีบทบาทในการพัฒนาประเทศได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป







