
เปิดข้อเสนอวุฒิฯรื้อระบบสัมปทานน้ำมัน
ปัจจุบันราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้แล้วหมดไป แต่ก็มีเสียงเรียกร้องเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในระบบการจัดสรรทรัพยากรด้านพลังงานของชาติ
ปัจจุบันราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้แล้วหมดไป แต่ก็มีเสียงเรียกร้องเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในระบบการจัดสรรทรัพยากรด้านพลังงานของชาติ
ในขณะที่ข้อมูลของกระทรวงพลังงาน พบว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานขั้นสุดท้ายต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจาก 7% ในปี 2530 เป็น 18% ในปี 2556 ซึ่งสะท้อนว่ารายจ่ายด้านพลังงานของคนไทยเพิ่มขึ้น และเบียดบังรายจ่ายในส่วนอื่นๆ ไป
คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา จึงได้นำเสนอผลการศึกษาที่น่าสนใจ คือ “ธรรมาภิบาลปิโตรเลียมไทย : ทำไมต้องยกเลิกสัมปทาน” โดยสรุปว่า
ระบบสัมปทานปิโตรเลียมที่ประเทศไทยใช้มาตั้งแต่ปี 2514 จนถึงปัจจุบัน ทำให้คนไทยที่เป็นเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียมไม่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากสมบัติของชาติ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่ใช้ “ระบบการแบ่งปันผลผลิต” เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย และอีกกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
“ระบบสัมปทานจะคล้ายกับการยกพื้นที่และทรัพยากรใต้ดินให้เอกชนคู่สัญญา นับตั้งแต่วันที่ให้สัมปทานจนถึงวันที่สัญญาสัมปทานสิ้นสุด โดยรัฐจะได้ผลตอบแทนในรูปค่าภาคหลวง ภาษี ตลอดจนร่วมถือหุ้นกับคู่สัญญาสัมปทาน แต่ระบบแบ่งปันผลผลิต รัฐยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมใต้ดิน โดยรัฐจะตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติที่เป็นของรัฐมาจัดการผลประโยชน์ รวมถึงกำกับดูแลเอกชนในฐานะคู่สัญญา และสามารถเปลี่ยนคู่สัญญาเมื่อครบอายุสัญญาเดิม โดยคู่สัญญาที่ให้ส่วนแบ่งในส่วนที่เป็นกำไรแก่รัฐสูงสุด จะได้สิทธิเป็นคู่สัญญากับรัฐ ต่างจากระบบสัมปทานที่กรรมสิทธิ์เป็นของเอกชนไม่ใช่ของรัฐ”
คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า ด้วยระบบแบ่งปันผลผลิต ทำให้ในปี 2554 บริษัท ปิโตรนาส ของมาเลเซียที่มีรายได้ 2.41 ล้านล้านบาท และมีกำไร 9.05 แสนล้านบาท ส่งรายได้ให้รัฐบาล 80% หรือ 6.57 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ค่าภาคหลวง 3.57 แสนล้านบาท และเงินปันผล 3 แสนล้านบาท
หรือคิดเป็น 40% ของงบประมาณแผ่นดิน
ในส่วนของไทยที่ใช้ระบบสัมปทานปิโตรเลียม พบว่ามูลค่าปิโตรเลียมที่ไทยผลิตได้ในปี 2554 มีมูลค่า 4.21 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลมีส่วนแบ่งรายได้จากค่าภาคหลวง ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ และภาษี 1.36 แสนล้านบาท ส่วนเอกชนได้ส่วนแบ่ง 2.84 แสนล้านบาท เป็นค่าลงทุนอุปกรณ์ 1.44 แสนล้านบาท ทำให้เอกชนมีกำไรสุทธิ 1.39 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อรวมผลตอบแทนจากค่าภาคหลวง ฯลฯ ในกิจการต้นน้ำ 1.36 แสนล้านบาท บวกกับเงินปันผลที่รัฐบาลได้จากบริษัท ปตท. เป็นเงิน 1.67 หมื่นล้านบาท
เท่ากับว่า รัฐบาลไทยมีรายได้สุทธิเพียง 9.3% ของงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น
ขณะที่ระบบการให้สัมปทานปิโตรเลียมของไทยยังมีจุดอ่อน โดยเฉพาะหลังมีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม ปี 2514 ฉบับแก้ไขล่าสุดปี 2550 พบว่าไทยยังยืนยันที่จะใช้ระบบการให้สัมปทานต่อไป แต่กลับเพิ่มเติมเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการผูกขาดสัมปทาน คือ การยกเลิกการจำกัดจำนวนแปลงสำรวจ จากเดิมที่กำหนดให้คู่สัญญาได้พื้นที่สัมปทานไม่เกิน 5 แปลง แปลงละไม่เกิน 1 หมื่นตารางกิโลเมตร
ส่งผลให้บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม เพียงบริษัทเดียวถือสัมปทานได้กว่า 1 แสนตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นพื้นที่เกิน 1 ใน 5 ของพื้นที่ทางบกของประเทศไทย 5.3 แสนตารางกิโลเมตร และกลายเป็นบริษัทสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมรายใหญ่อันดับที่ 3 ของไทยในช่วงเวลาไม่กี่ปี
สำหรับความเห็นของนักวิชาการด้านพลังงานบางกลุ่มที่ระบุว่า แหล่งปิโตรเลียมของไทยมีขนาดเล็ก ขุดยาก และต้นทุนต่อหน่วยสูง จึงไม่สามารถใช้ระบบสัญญาแบบการแบ่งปันผลผลิตได้นั้น คณะกรรมาธิการฯ ได้สอบถาม ตันศรี ดาโต๊ะ เมกัต ซึ่งเป็นนักกฎหมายและกรรมการปิโตรนาสมาตั้งแต่ปี 2544
ดาโต๊ะ เมกัต ให้ความเห็นว่า “ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะประเทศไทยและมาเลเซียอยู่ในสภาพทางธรณีวิทยาเดียวกัน บางแหล่งปิโตรเลียมก็ขุดร่วมกันด้วยซ้ำไป ในตอนแรกๆ มาเลเซียก็เริ่มต้นจากเล็กๆ ไป”
ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯ จึงเสนอให้ปฏิรูปพลังงานของประเทศไทย โดยขอให้รัฐบาลและกระทรวงพลังงานยุติการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ และแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมที่เป็นกิจการต้นน้ำจาก “ระบบสัมปทาน” มาเป็น “ระบบการแบ่งปันผลผลิต” เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากปิโตรเลียมที่เป็นสมบัติของประชาชนไทยทุกคน มาเป็นรายได้สำหรับงบประมาณแผ่นดิน หรือเป็นรายได้สำหรับเป็นสวัสดิการทั้งด้านสุขภาพและการศึกษาของประชาชน
ไม่ใช่ปล่อยให้ทรัพยากรปิโตรเลียมของประชาชนสร้างความร่ำรวยให้กับเอกชนเจ้าของสัมปทานฝ่ายเดียว







