
เหรียญกษาปณ์ขาดตลาดปัญหาที่แก้ไม่ตก
การสอนให้เด็กและเยาวชนรู้จักการออมในเบื้องต้น พ่อแม่ผู้ปกครองมักจะให้เด็กนำเงินค่าขนมที่เหลือใช้มาหยอดกระปุกเพื่อสะสมวันละเล็กละน้อย
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง/เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การสอนให้เด็กและเยาวชนรู้จักการออมในเบื้องต้น พ่อแม่ผู้ปกครองมักจะให้เด็กนำเงินค่าขนมที่เหลือใช้มาหยอดกระปุกเพื่อสะสมวันละเล็กละน้อย เมื่อเต็มกระปุกก็จะพาลูกไปเปิดบัญชีกับธนาคารออมสินหรือธนาคารพาณิชย์ใกล้ๆ บ้าน
แต่พฤติกรรมการใช้เหรียญของคนไทยในปัจจุบันเปลี่ยนไป เหรียญกษาปณ์ที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเป็นสิ่งที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปรารถนา เพราะจะต้องใช้พนักงานเสียเวลามานั่งนับและเสียพื้นที่เซฟสำหรับเก็บเงิน ทำให้ทุกธนาคารงัดสารพัดวิธีที่จะทำให้การฝากเงินด้วยเหรียญไม่สะดวก ลูกค้าจะได้ไม่มาใช้บริการ เช่น นับค่าเก็บเหรียญร้อยละ 1 บาท เป็นต้น หรือรับฝากจำนวนจำกัดในแต่ละครั้ง
ในต่างประเทศ ธนาคารจะนำเอาเครื่องนับเหรียญมาใช้เพื่อแก้ปัญหาต้องใช้พนักงานมานั่งนับเหรียญ ซึ่งก็สะดวกดี แต่ธนาคารไทยไม่แก้ปัญหานี้ด้วยการนำเครื่องนับเหรียญมาใช้เพื่อทำให้สะดวกขึ้น
วิเทศ เตชางาม รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า โดยข้อเท็จจริงที่ธนาคารพาณิชย์ไม่นำเอาเครื่องนับเหรียญมาใช้รับฝากเงินเหมือนในต่างประเทศ เพราะธนาคารจะมีปัญหาคือเหรียญกษาปณ์มีน้ำหนักมาก ในขณะที่เซฟของธนาคารไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใส่เหรียญที่มีน้ำหนักมาก ดังนั้น หากรับฝากจากลูกค้ามากจนเกินไปก็จะเกิดปัญหาไม่มีที่เก็บ และการระบายเหรียญออกจากธนาคารก็ไม่ง่ายเหมือนธนบัตร ขนส่งก็ยากกว่า
“ขนาดของเหรียญก็เป็นปัญหา เหรียญกษาปณ์ของไทยมีขนาดเล็ก โดยเฉพาะเหรียญ 50 สตางค์ และเหรียญ 25 สตางค์ อาจจะเล็กกว่าเหรียญของประเทศอื่นในเออีซี และปัจจุบันแทบจะไม่มีใครใช้แล้ว ร้านค้าที่กำหนดราคาขายก็ขึ้นราคาเป็นหลักบาท มีที่ใช้เหรียญแค่ในร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้น” วิเทศ กล่าว
เมื่อเหรียญกลายเป็นต้นทุนที่สูงของธนาคาร จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกธนาคารไม่ชอบที่จะรับฝากเงินจากลูกค้า ทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกอยู่บ่อยๆ
ปัจจุบันเหรียญกษาปณ์ทั้ง 8 ชนิดราคา มีหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ มูลค่าประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 4% ของมูลค่าธนบัตรที่มีหมุนเวียนทั้งสิ้นในระบบ
แต่การหมุนเวียนกลับมาใช้ของเหรียญกลับต่ำมาก โดยเฉพาะเศษสตางค์ เมื่อประชาชนได้รับไปหาที่ใช้ไม่ได้ก็หยอดใส่กระปุกหรือเก็บสะสมไว้ แล้วนำไปหยอดตู้ทำบุญตามวัดต่างๆ ซึ่งก็ไปสร้างปัญหาให้กับวัด ซึ่งจะต้องนำเอาเหรียญกษาปณ์เหล่านี้ไปใช้
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดเหรียญขาดตลาด สร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจระดับรากหญ้า
นอกจากนี้ ยังทำให้ต้นทุนการผลิตเหรียญของกรมธนารักษ์ไม่ลดลง แม้จะเปลี่ยนวัสดุการผลิตเหรียญเป็นการใช้เหล็กและเคลือบโลหะอื่นลงไปแล้วก็ตาม ทั้งที่เหรียญ 1 เหรียญนั้นมีอายุการใช้งานได้นานถึง 10 ปี
ผู้บริหารของกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ในปี 2557 ปัญหาเหรียญขาดตลาดยังมีอยู่ แม้ว่ากรมธนารักษ์จะจับมือกับธนาคารออมสินเป็นจุดกระจายเหรียญหรือรับแลกเหรียญ แต่ก็ปรากฏว่ายังมีปัญหาผู้ใช้เหรียญไม่นำเหรียญมาแลก ส่วนใหญ่เก็บทิ้งไว้ที่บ้าน เพราะไม่สะดวกในการพกพา
นอกจากนี้ พบว่ามีเหรียญจำนวนมากถูกนำไปทำบุญในวัดจำนวนมากหลายล้านบาท ซึ่งกรมธนารักษ์ได้นำร่องโครงการจับมือกับธนาคารพาณิชย์ให้ไปรับแลกเหรียญตามวัด
ผู้บริหารกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมได้แก้ไขเรื่องนี้มาตลอด มีการซื้อเครื่องนับเหรียญมาเพื่อลดงานเจ้าหน้าที่ แต่การจะซื้อเครื่องตรวจนับไปไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมาแลกเหรียญเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ยาก เพราะปัญหาหลายสาเหตุ เช่น เครื่องมีราคาแพง ต้องใช้เครื่องจำนวนมากตั้งในหลายจุด และการใช้เครื่องอาจมีปัญหาติดขัด เพราะขนาดเหรียญที่มีหลายชนิด มีขนาดที่ต่างกันมาก ไม่เหมือนธนบัตรที่จ่ายตามเครื่องเอทีเอ็ม ที่มีการใช้แค่ 3 ชนิด คือ 100 บาท 500 บาท และ 1,000 บาท
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเหรียญขาดตลาด จึงต้องแก้ไขเฉพาะหน้าไปก่อน และในอนาคตต้องมีการวางแผนปรับปรุงการผลิตเหรียญทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาเหรียญขาดตลาดอีกครั้ง







