posttoday
บาทอ่อนยาวพยุง ศก.

บาทอ่อนยาวพยุง ศก.

25 เมษายน 2557

โดย...ทีมข่าวการเงิน

โดย...ทีมข่าวการเงิน

แม้ว่าปัจจุบัน รัฐบาลจะยังคงจมดิ่งอยู่ภายใต้กับดักการเมืองและมองภาพเศรษฐกิจประเทศเลวร้ายเข้าขั้นวิกฤต โดยมองข้าม “โอกาสในภาคการส่งออก” ที่กำลังขยายตัวกันทั่วเอเชีย ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป จนทำให้รัฐบาลขาดมาตรการกระตุ้นเฉพาะหน้าเพื่อเร่งฉวยโอกาสในช่วงนี้ไป

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนอาจยังพอวางใจได้ในระดับหนึ่ง เมื่อสถานการณ์ค่าเงินบาทกำลังอ่อนค่าเป็นใจต่อผู้ประกอบการส่งออก กับการเคลื่อนไหวในระดับ 32.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางแนวโน้มว่าในภาพรวมนั้น เงินบาทไทยจะยังคงเคลื่อนไหวในระดับอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องยาว ตามทิศทางเงินเหรียญสหรัฐที่ปรับแข็งค่าขึ้น

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ เปิดตลาดที่ระดับ 32.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งแม้จะแข็งค่าขึ้นมาเล็กน้อยจากระดับ 32.42 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่า

ทั้งนี้ เนื่องจากค่าเงินบาทในช่วงนี้ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีก จากเงินเหรียญสหรัฐที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ในวันที่ 29-30 เม.ย.นี้ น่าจะปรับลดมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) อย่างต่อเนื่องอีกราว 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่งจะช่วยหนุนให้เงินบาทปรับอ่อนค่าลงได้อีก

นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจจะมีผลในทิศทางอ่อนค่าของเงินบาท คือ เงินหยวนจีนที่กำลังปรับอ่อนค่าลงกดดันค่าเงินในภูมิภาคและเงินบาทให้อ่อนลงตามไปด้วย โดยเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา เงินหยวนอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 16 เดือน ส่งผลให้ค่าเงินส่วนใหญ่ในเอเชียร่วงลงตามไปด้วย โดยเฉพาะเงินรูเปียห์ อินโดนีเซีย ที่อ่อนค่าลงภายในวันเดียวกันเกือบ 1%

ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยนักลงทุนต่างชาติเริ่มขายสุทธิในตลาดหุ้นของไทยบ้างแล้วเล็กน้อย วันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยขายสุทธิ 125 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจไทยเริ่มมีความไม่แน่นอนจากการเมืองด้วย ส่วนในตลาดตราสารหนี้ไทยนักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิ

ด้าน ยอดพิศ ยอดแสง ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า การอ่อนค่าลงของเงินบาทในช่วงนี้ไม่น่าจะเป็นเพราะนักลงทุนต่างชาติมีมุมมองต่อไทยแย่ลง แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะระบุว่าไตรมาสแรกปีนี้เทียบไตรมาส 4 ปีที่แล้ว อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะโตติดลบ เพราะนักลงทุนต่างชาติยังซื้อลงทุนสุทธิในตลาดตราสารหนี้ไทย

ตลอดสัปดาห์นี้ใน 4 วันทำการตั้งแต่ 21–24 เม.ย. ซื้อสุทธิ 6,142 ล้านบาท เฉพาะวันที่ 24 เม.ย. ซื้อสุทธิถึง 4,000 ล้านบาท แสดงว่าเงินไม่ได้ออกจากตราสารหนี้ไทย นักลงทุนไม่ได้ลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไทย เพราะสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติไม่เปลี่ยนยังอยู่ที่ 89% ของมูลค่าตลาดรวมหรือประมาณ 6.9 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับสัดส่วนช่วงต้นปีนี้ที่ 9% หรือมูลค่าประมาณ 7 แสนล้านบาท

“ถ้าเทียบสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติตอนต้นปีกับขณะนี้แทบไม่เปลี่ยน แต่ถ้าเทียบกับปลายปี 2556 ที่ผ่านมา ที่มีสัดส่วนประมาณ 12-13% จะเห็นลดลงเพราะตอนนี้เหลือ 9% แสดงว่าต่างชาติยังเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย เพราะการเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ไทยเริ่มมีการเข้าลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวมากขึ้น ที่สำคัญมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยไม่ได้เปลี่ยน แม้ ธปท.จะบอกว่าไตรมาสแรกปีนี้จะติดลบก็ตาม เพราะต่างชาติมองว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกจะชะลออยู่แล้วก่อนจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง และคาดว่าการเมืองเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นจากการเริ่มพูดคุยกัน ส่งออกมีสัญญาณที่ดีขึ้น ขณะที่การคงดอกเบี้ยที่ 2% ก็เป็นไปตามที่ตลาดคาด ซึ่งตลาดคาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ช่วงเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ อาจมีการปรับลดดอกเบี้ยลงได้” ยอดพิศ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ภาวะการลงทุนตราสารหนี้ในปัจจุบัน ยังไม่มีอะไรสะท้อนชัดเจนว่าเงินทุนจุไหลออกหรือนักลงทุนต่างชาติไม่เชื่อมั่นในประเทศไทยแล้ว

ก่อนหน้านี้ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประเมินว่า แม้ทิศทางค่าเงินบาทของไทยจะอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีปัจจัยผันผวนที่จะทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงสั้นๆ ของครึ่งปีหลังนี้ เนื่องจากปัจจัยต่างชาติที่ชินกับการลดขนาดคิวอีแล้ว จึงเริ่มกลับมาซื้อสินทรัพย์ในเอเชียอีกครั้ง ก่อนที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะเริ่มขยับขึ้นในปีหน้า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยให้เงินบาทผันผวนได้ ก่อนที่ค่าเงินบาทจะปิดระดับในปลายปีนี้ที่ราว 32 บาท

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี