posttoday
The Hacker Way, The way of facebook

The Hacker Way, The way of facebook

24 เมษายน 2557

ช่วงวันหยุดยาวหลายวัน ผมอยู่บ้านไม่รู้ไปไหน จะเปิด Social media อย่าง Line หรือ facebook ก็เบื่อ รู้สึกจะเสพติดมากไปหน่อย สงสัยต้องเพลาๆ ลงไปบ้าง ไม่รู้จะทำอะไรดี ก็ต้องคว้าเพื่อนเก่าที่คบกันมาเกือบตลอดชีวิต คือหนังสือที่สะสมไว้แทบจะเป็นห้องสมุด เจอนิตยสาร MBA ฉบับเดือน ก.พ. 2012 หน้าปก มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ กับหนังสือคุณภาพดียี่ห้อนี้

ช่วงวันหยุดยาวหลายวัน ผมอยู่บ้านไม่รู้ไปไหน จะเปิด Social media อย่าง Line หรือ facebook ก็เบื่อ รู้สึกจะเสพติดมากไปหน่อย สงสัยต้องเพลาๆ ลงไปบ้าง ไม่รู้จะทำอะไรดี ก็ต้องคว้าเพื่อนเก่าที่คบกันมาเกือบตลอดชีวิต คือหนังสือที่สะสมไว้แทบจะเป็นห้องสมุด เจอนิตยสาร MBA ฉบับเดือน ก.พ. 2012 หน้าปก มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ กับหนังสือคุณภาพดียี่ห้อนี้

จดหมายจาก มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก คือเรื่องที่ผมอยากขอนำมาแบ่งปันให้กับพวกเราในวันนี้ครับ จดหมายฉบับนี้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก เขียนขึ้นเผยแพร่แนวคิดของ facebook ในช่วงนำเสนอขายหุ้น facebook ครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์อเมริกา จดหมายฉบับนี้ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของ facebook และแนวทางการทำธุรกิจของ facebook ในการสร้าง facebook ให้เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับบุคลากรโดยเฉพาะพวกวิศวกรชั้นหัวกะทิ โดยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและแนวทางการบริหารจัดการที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก เรียกว่า “วิถีแห่งแฮ็กเกอร์ The Hacker Way”

Hacker เป็นคำที่ถูกมองไปในแง่ลบหมายถึงพวกอัจฉริยะคอมพิวเตอร์ที่ชอบเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ความจริงแล้ว Hacking มีความหมายแค่การสร้างบางอย่างโดยเร็วหรือไปให้ถึงที่สุดว่าถึงที่สุดแล้ว สิ่งหรือเรื่องนั้นๆ จะทำได้สุดๆ แค่ไหน พวก Hacker เชื่อว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ต้องพัฒนาปรับปรุงเสมอ

“วิถีแห่งแฮ็กเกอร์ The Hacker Way” ในมุมมองของ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก จึงเป็นแนวทางที่จะสร้างอะไรก็ตามด้วยวิธีปรับปรุงให้มันดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ด้วยแนวคิดนี้จึงมาเป็นกฎข้อแรกใน “วิถีแห่งแฮ็กเกอร์ The Hacker Way” ซึ่งเป็นกฎเกี่ยวเนื่องกับงานด้านวิศวกรรมที่ facebook ของ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก คือ

ใช้การได้ย่อมดีกว่าสมบูรณ์แบบ (Done better than Perfect) มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก จะเน้นการสร้างบริการชั้นยอดในระยะยาวด้วยการออกบริการให้เร็วแล้วค่อยเรียนรู้ ปรับปรุงตลอดเวลา มากกว่าที่จะรอให้พร้อมแล้วค่อยออกทีเดียว ที่ office ของ facebook จะมีคำว่า ใช้การได้ย่อมดีกว่าสมบูรณ์แบบ (Done better than Perfect) ติดผนังเพื่อเตือนทุกคนว่าต้องส่งมอบงานอย่างสม่ำเสมอ

“โค้ดชนะคำถกเถียง Code wins arguments” คือกฎข้อ 2 เพราะ Hacker ยังแฝงความหมายว่า “ต้องลงมือและเป็นเชิงรุก” คือแทนที่จะเอาแต่ถกเถียงกันเป็นวันๆ ว่าความคิดใหม่ใช้การได้หรือไม่ และจะทำโดยวิธีไหนถึงจะดีที่สุด พวก Hacker จะลงมือสร้างต้นแบบขึ้นมาดูจริงๆ ว่า มันใช้การได้หรือไม่อย่างไร ที่ facebook มีความเชื่อว่า ผู้ชนะไม่ใช่พวกที่เก่งล็อบบี้ให้คนอื่นเห็นดีเห็นงามกับความคิดของตัวเอง แต่ผู้ชนะคือผู้ที่มีความคิดเยี่ยมยอดและที่สำคัญสามารถนำความคิดนั้นไปปฏิบัติได้จริง วัฒนธรรมที่ facebook จึงเป็นวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและตั้งอยู่บนความสามารถเป็นเกณฑ์ (Meritocratic)

เพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้ ที่ facebook จึงจัดให้มี Hackathon ให้ทุกคนสร้างงานต้นแบบตามความคิดของตัวเองมาประกวด ผลิตภัณฑ์หลายตัวของ facebook ก็มาจาก Hackathon เช่น Timelline Chat ฯลฯ และเพื่อให้วิศวกรของ facebook ทุกคนเข้าใจแนวคิดนี้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก จึงบังคับให้วิศวกรทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมที่เรียกว่า Bootcamp เพื่อวิศวกรทุกคนจะได้เรียนรู้ Codebase ของ facebook ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ แนวทาง วัฒนธรรมของ facebook

อ่าน “วิถีแห่งแฮ็กเกอร์ The Hacker Way” ของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก แล้ว ก็อดที่จะเทียบกับเมืองไทยไม่ได้ เรามักจะได้ยินคำกระแนะกระแหนที่ว่า คนไทยเราเก่ง Planning คือใช้เวลากับการวางแผนมาก แต่ไม่ยอมปฏิบัติซักที ทำนอง “Plan แล้วก็นิ่ง” วางแผนเก่ง แต่ไม่ยอมทำตามแผน หรือ ทำไม่เป็น เป็นต้น และเช่นกัน ก็มีผู้บริหารหลายคนที่ต้องรอทุกอย่างให้ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ก่อนจึงค่อยทำ ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมา การทำอย่างนั้นดูจะเป็นการลดความเสี่ยงที่จะดำเนินการผิดพลาด แต่ผู้บริหารมักจะลืมมองในอีกด้านว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการไม่ดำเนินการเช่นกัน

ขณะนี้ผมได้เปิด fanpage ใน facebook ชื่อ Sathit Bovornsantisuth CFP ซึ่งได้รวบรวมบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ท่านใดสนใจขอเชิญไปกด Like เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี