
ผอ.เข้าสอบครูผู้ช่วยผิดกฎหมายหรือไม่
ตามที่มีข่าวผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองไทร จ.บุรีรัมย์ เข้าสอบบรรจุครูผู้ช่วยที่สนามสอบ จ.สมุทรสาคร ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 1 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่ามีเจตนาหรือจุดประสงค์ใดในการเข้าสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ อีกทั้งต้องตรวจสอบว่าผู้อำนวยการคนดังกล่าวมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องในการกระทำทุจริตในการสอบครูผู้ช่วยในครั้งนี้หรือไม่ มีท่านผู้อ่านสอบถามปัญหาข้อกฎหมายมาหลายประเด็น ทนายคลายทุกข์จึงขอแสดงความเห็นทางกฎหมายเป็นรายประเด็นดังนี้
ตามที่มีข่าวผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองไทร จ.บุรีรัมย์ เข้าสอบบรรจุครูผู้ช่วยที่สนามสอบ จ.สมุทรสาคร ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 1 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่ามีเจตนาหรือจุดประสงค์ใดในการเข้าสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ อีกทั้งต้องตรวจสอบว่าผู้อำนวยการคนดังกล่าวมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องในการกระทำทุจริตในการสอบครูผู้ช่วยในครั้งนี้หรือไม่ มีท่านผู้อ่านสอบถามปัญหาข้อกฎหมายมาหลายประเด็น ทนายคลายทุกข์จึงขอแสดงความเห็นทางกฎหมายเป็นรายประเด็นดังนี้
1.ผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารระดับสูง มีสิทธิเข้าสอบครูผู้ช่วยหรือไม่
ความเห็นทางกฎหมาย โดยทั่วไปทางราชการจะต้องมีการประกาศคุณสมบัติของผู้เข้าสอบว่าจะมีอะไรบ้าง เช่น วุฒิการศึกษา การตรวจสุขภาพร่างกาย หรือการตรวจสอบประวัติในทางเสื่อมเสีย เป็นต้น น่าเชื่อว่าผู้อำนวยการทราบกฎระเบียบการสมัครเข้าสอบครูผู้ช่วยเป็นอย่างดี เพราะรับราชการครูมากว่า 10 ปี การเข้าสอบของผู้อำนวยการจึงน่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ทางราชการกำหนด
2.ถ้าเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาระดับสูงมีข้อห้ามหรือระเบียบหรือไม่อย่างไร
ความเห็นทางกฎหมาย น่าเชื่อว่าไม่มีกฎระเบียบห้าม เพราะถ้ามีกฎระเบียบห้าม ท่านผู้อำนวยการคงไม่กล้าสมัครสอบและเข้าสอบ น่าเชื่อว่าเป็นช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งควรจะออกกฎระเบียบไปปิดช่องว่างให้รัดกุมในอนาคต
3.การเข้าสอบของผู้อำนวยการในตำแหน่งครูผู้ช่วย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำกว่าตำแหน่งของตัวเอง ถือว่าเป็นการทำโดยทุจริตหรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือเป็นการกระทำโดยมิชอบหรือไม่
ความเห็นทางกฎหมาย ต้องเข้าใจนิยามของคำว่า “ทุจริต” เสียก่อนว่าหมายถึงอะไร และจะใช้กับการสอบสวนทางวินัยหรือดำเนินคดีทางอาญาหรือดำเนินคดีตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งคำว่า “ทุจริต” มีความหมายต่างกัน ซึ่งกฎหมายกำหนดคำนิยามไว้ ดังนี้
“ทุจริต”
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) “โดยทุจริต” หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้ความหมายตามพจนานุกรม หมายถึง ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง
ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 “ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใด ในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ตาม พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 มาตรา 3 “ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือกระทำการอันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา หรือตามกฎหมายอื่น
“ประพฤติมิชอบ” หมายความว่า ใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่มุ่งหมายจะควบคุมดูแลการรับ การเก็บรักษา หรือการใช้เงินหรือทรัพย์สินของแผ่นดิน
สรุป ท่านผู้อำนวยการเป็นข้าราชการจะต้องดูว่าเขามีหน้าที่ตามกฎหมายหรือได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เกี่ยวข้องกับการสอบหรือไม่ ถ้าเขาไม่มีหน้าที่หรือทำนอกหน้าที่หรือเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ก็ไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตาม ป.อ.มาตรา 157 (อ้างอิง ฎ.3135/2535, ฎ.6564/2542, ฎ.1074/2532) แต่ถ้าเขามีหน้าที่โดยตรงและเข้าไปสอบเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เขาก็มีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (อ้างอิง ฎ.3215/2538, ฎ.1161/2538) ประเด็นนี้ยังไม่ได้ความแน่ชัดว่าเขามีหน้าที่หรือไม่อย่างไร
4.การที่ผู้บังคับบัญชาตั้งกรรมการสอบสวนหรือตั้งกรรมการเพื่อหาข้อเท็จจริงทำได้หรือไม่
ความเห็นทางกฎหมาย การตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบข้อเท็จจริงทำได้ แต่การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าผู้อำนวยการผิดวินัยต้องถูกไล่ออกโดยที่ยังไม่ได้มีการสอบข้อเท็จจริง หรือยังไม่ได้ให้โอกาสผู้อำนวยการชี้แจง แสดงพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง อาจถูกดำเนินคดีกลับในข้อหาหมิ่นประมาท หรืออาจจะเป็นการกระทำละเมิดต่อท่านผู้อำนวยการก็ได้ เพราะท่านผู้อำนวยการอาจฟ้องกลับในฐานใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตาม ป.พ.พ.มาตรา 421 ก็เป็นไปได้ ดังนั้นการที่ผู้บังคับบัญชากระทรวงศึกษาธิการให้ข่าวในทางที่ทำให้ท่านผู้อำนวยการเสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง โดยไม่มีพยานหลักฐานหรือยังไม่ได้พิสูจน์ความจริง อาจมีความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา รวมทั้งทางวินัยด้วยการสอบสวนทางวินัย ไม่ควรมาสืบสวนกันทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือหน้าสื่อมวลชน เพราะกฎหมายสันนิษฐานว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
แนวทางป้องกัน ถ้าไม่ต้องการให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการไปกระทำการอะไรแปลกๆ เช่น โกงหรือเก็งข้อสอบหรือเปิดเผยความลับเกี่ยวกับข้อสอบที่จะใช้ในการสอบล่วงหน้าก่อนเข้าสอบครูผู้ช่วย หรือเปิดโรงเรียนกวดวิชา ก็ควรจะออกระเบียบให้ชัดเจนว่าห้ามทำ และถ้าฝ่าฝืนถือเป็นการผิดวินัยร้ายแรงต้องถูกไล่ออกสถานเดียว ปัญหาดังกล่าวก็จะจบสิ้นไปเพียงแต่ว่าผู้บริหารจะกล้าออกระเบียบหรือไม่ เพราะปัจจุบันข้าราชการระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการก็ไปอยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังของโรงเรียนกวดวิชา บางรายก็ไปเป็นติวเตอร์เฉลยข้อสอบ แนะแนวทาง เก็งข้อสอบให้กับผู้ที่จะเข้าสอบครูผู้ช่วย เห็นกันอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองนะครับ







