
ตั้งรับเปิดเสรีจัดซื้อภาครัฐ
พาณิชย์แนะเอกชนภาครัฐจับตาผลกระทบเอฟทีเอว็อทช์ชี้แก้ปัญหาทุจริตไม่ได้จริง
พาณิชย์แนะเอกชนภาครัฐจับตาผลกระทบเอฟทีเอว็อทช์ชี้แก้ปัญหาทุจริตไม่ได้จริง
“พาณิชย์” แนะส่วนราชการเอกชนตั้งรับเปิดเสรีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐฉบับปรับปรุง (Revised GPA) ภายใต้ความตกลงขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) มีผลบังคับใช้แล้ว นับตั้งแต่สมาชิกความตกลงได้มีมติรับรองผลการเจรจาปรับปรุงเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2554 และรัฐมนตรีดับเบิลยูทีโอได้ประกาศให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ในการประชุมดับเบิลยูทีโอ ที่บาหลี
ทั้งนี้ แม้ว่าไทยจะยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีดังกล่าว เนื่องจากเป็นความตกลงที่ให้สมาชิกเข้าร่วมโดยสมัครใจ ทำให้ขณะนี้มีประเทศในภาคี 15 ประเทศ เช่น แคนาดา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ จีน และสหรัฐ แต่คาดว่าจากกระแสการต่อต้านคอร์รัปชั่น จะทำให้การเจรจาทวิภาคีว่าด้วยการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) จะบรรจุเรื่องนี้ไว้ในหัวข้อการเจรจา
“ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป (อียู) และสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) ซึ่งคู่เจรจาเหล่านี้ให้ความสำคัญกับโอกาสการเข้าสู่ตลาด และความโปร่งใสของการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐทั้งสิ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เผยแพร่ข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยรับทราบข้อเท็จจริง และจะให้มีการศึกษาข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายสมเกียรติ ระบุ
สำหรับความตกลงฉบับดังกล่าวได้กำหนดขอบเขตและหลักการการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ตั้งแต่วิธีจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ ลดระยะเวลาในการดำเนินการจัดซื้อสินค้า จัดจ้างบริการที่มีอยู่ในท้องตลาด การลดการฉ้อราษฎร์บังหลวงในระบบจัดซื้อจัดจ้างของภาคีสมาชิก
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ดับเบิลยูทีโอคาดว่าภาคธุรกิจของประเทศที่เป็นภาคี GPA จะได้รับประโยชน์จากโอกาสการเข้าสู่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐของภาคีสมาชิกอื่น มูลค่า 8 หมื่นล้าน1 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
ด้านกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาพประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ระบุว่า การเจรจาเอฟทีเอไทยอียู ที่เพิ่มประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนั้น ทางกลุ่มมองว่าอียูต้องการเข้าถึงตลาดการจัดซื้อจัดจ้างทุกประเภทและทุกระดับโดยอ้างเรื่องความโปร่งใส ห้ามเลือกปฏิบัติต่อนักลงทุนไทย จะส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณแผ่นดินในการดูแลประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการในประเทศ โดยที่อาจไม่ได้แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นตามที่มีการกล่าวอ้างก็ได้







