
พลิกวิกฤต 2 ล้านล้านล่มตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน "กู้ชีพ" รถไฟฟ้า
ภาวะสุญญากาศทางอำนาจและความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงเมื่อใด
โดย...วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์
ภาวะสุญญากาศทางอำนาจและความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงเมื่อใด ส่งผลให้แผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าล่าช้าออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยเฉพาะเมื่อร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่บรรจุโครงการลงทุนรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 13 สายทาง ภายใต้วงเงินกู้ 4.72 แสนล้านบาท ในช่วงระยะเวลา 7 ปี ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
ส่งผลให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ต้องปรับแผนงานลงทุนโครงการรถไฟฟ้า จากเดิมที่ใช้เงินกู้ทั้งหมด เปลี่ยนมาเป็นการใช้งบประมาณเงินกู้ปกติ และการร่วมลงทุนกับเอกชนแทน
“เมื่อไม่มีรัฐบาล ไม่มีเงินกู้ การลงทุนโครงการรถไฟฟ้ากว่า 10 สายที่จะต้องเสร็จภายในปี 2562 คงต้องยืดเวลาออกไป ซึ่งหากย้อนไปดูแผนเดิมน่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 25 ปี หรือแล้วเสร็จในปี 2580 เพราะคงไม่สามารถกู้เงินมาลงทุนโครงการทั้งหมดได้ภายใน 7-8 ปี เนื่องจากวงเงินกู้มันก็ทะลุเพดานหนี้แล้ว” ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการ รฟม.บอก
ทว่าหากระยะเวลาลงทุนสร้างรถไฟฟ้าให้แล้วเสร็จตามที่อาจยาวนานถึง 20 ปีนั้น ยงสิทธิ์ บอกว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะคนที่รอไม่ได้คือประชาชนทั่วไป เพราะทุกวันนี้คนใช้รถใช้ถนนเผชิญกับปัญหารถติดอย่างหนักกันอยู่แล้ว หากการสร้างรถไฟฟ้าเสร็จเร็วเท่าไหร่ก็ส่งผลดีต่อประชาชนมากเท่านั้น
“การสร้างรถไฟฟ้า ถ้ายิ่งเสร็จเร็วก็ยิ่งดี เพราะต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างตอนนี้ยังถูกอยู่ ทั้งยังช่วยลดปัญหาการขาดทุนของรถไฟฟ้าได้ด้วย เนื่องจากหากโครงข่ายรถไฟฟ้าเกิดเร็ว ผู้โดยสารรถไฟฟ้าก็จะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ภาระอุดหนุนของรัฐบาลก็จะลดลงตาม นี่เป็นเทคนิค ขณะที่การสร้างรถไฟฟ้ายังช่วยกระตุ้นการจ้างงาน ลดค่าเดินทางของประชาชน และประหยัดการใช้พลังงานอีกด้วย” ยงสิทธิ์ย้ำ
อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายกู้เงินจะตกไป รฟม.ก็ไม่ได้งอมืองอเท้าในการหาแหล่งเงินมาลงทุน และจะพึ่งพาภาษีประชาชนลงทุนโครงการทั้งหมด
ยงสิทธิ์ ระบุว่า รฟม.มีแผนเดินหน้าพัฒนาทรัพย์สินที่มีอยู่ โดยเฉพาะนำที่ดินมาพัฒนาในกิจการเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ให้ รฟม. เช่น การนำที่ดินบริเวณห้วยขวางมาพัฒนา เหมือนกับที่องค์กรพัฒนารถไฟฟ้าหลายแห่ง อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ซึ่งนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาพัฒนาจนกลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่พึ่งพาตัวเองได้
“การพัฒนาที่ดินในเชิงพาณิชย์เป็นการตอบโจทย์ที่ดีที่สุดในการสร้างรายได้ให้ รฟม. อีกทั้งการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าอย่างครบวงจร ที่นอกจากจะทำให้มีคนใช้รถไฟฟ้าเยอะขึ้น รฟม.เก็บค่าโดยสารได้เพิ่มขึ้นแล้ว ที่ดินบริเวณใกล้เคียงสถานีรถไฟฟ้ายังสร้างรายได้ให้ รฟม.ในรูปการจัดเก็บภาษี หรือภาษีส้มหล่น ซึ่งในต่างประเทศมีการเรียกเก็บภาษีจากการขายที่ดินในบริเวณใกล้เคียงสถานีรถไฟฟ้า เพราะเขาถือว่าการลงทุนของภาครัฐทำให้ที่ดินของเอกชนมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น” ยงสิทธิ์ กล่าว
นอกจากนี้ รฟม.ยังมีแนวคิดจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเป็นแหล่งทุนในการพัฒนารถไฟฟ้า
“การทำโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ถ้าจะทำให้เร็วก็ต้องกู้เงินมาทำก่อน ส่วนเรื่องรายได้มาว่าทีหลัง แม้ว่าการหารายได้จะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซึ่ง รฟม.ต้องไปคิดว่าจะสร้างรายได้ในอนาคตอย่างไร ยิ่งเมื่อกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทไม่ผ่าน ก็ต้องมาตั้งสติใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ และเราเองก็มีแผนตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมาลงทุนโครงการรถไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง”ยงสิทธิ์ กล่าว
ส่วนการใช้วิธีการหาแหล่งเงินลงทุน โดยใช้วิธีการร่วมลงทุนกับเอกชน โดยเฉพาะในส่วนงานโยธา ยงสิทธิ์ มองว่า คงไม่ช่วยอะไรมาก
นั่นเพราะ รฟม.สามารถทำพีพีพีเฉพาะการร่วมทุนในการจัดการรถและบริหารจัดการเท่านั้น ซึ่งการลงทุนส่วนนี้คิดเป็นเงินลงทุนเพียง 20% ของเงินลงทุนทั้งหมด แต่อีก 80% เป็นงานโยธา ซึ่งมีโอกาสยากมากที่จะใช้วิธีการลงทุนแบบพีพีพี และวิธีการนี้ไม่ได้ตอบโจทย์การสร้างรายได้ให้เอกชนและ รฟม.
“การลงทุนรถไฟฟ้าไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลต้องนำภาษีของประชาชนมาอุดหนุนทั้งหมด หรือกู้เงินจนกระทั่งสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งผมตั้งเป้าว่า รฟม.จะต้องเป็นรัฐวิสาหกิจที่สามารถดำเนินงานได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินภาษีประชาชนมาอุดหนุนการขาดทุน ไม่ให้ใครต้องเดือดร้อนกับเรา แม้ว่าต้องไปยุ่งเกี่ยวกับนักกฎหมายที่มักเข้ามาทำให้หลักการลงทุนวิศวกรรมผิดเพี้ยนไป” ยงสิทธิ์ ทิ้งท้าย
การเดินหน้าผลักดันโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ในโหมดของการลงทุนปกติ แม้จะสร้างความกังวลให้ รฟม.ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สร้างความหนักใจให้ ยงสิทธิ์ และฝ่ายบริหารซึ่งกุมบังเหียน รฟม.มากนัก
แต่ก็ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะอย่าลืมว่าในสมัยรัฐบาลก่อนๆ มีเสียงร่ำลือในวงการรับเหมาว่า “รถไฟฟ้าบนดินให้เจ้านั้น รถไฟฟ้าบนดินให้เจ้านี้” ถึงเวลาจัดซื้อจัดจ้างกันที เรียกหัวคิวกัน 3035%
หากเป็นเช่นนี้ถึงจะมีรถไฟฟ้าให้คนไทยใช้ มันน่าภูมิใจตรงไหนถ้าถูกจี้ใจว่าเป็นอภิมหาโครงการทุจริต







