posttoday

บัตรเครดิต: ปัจจัยที่ 5 ของคนเมืองกรุง? (ตอนที่ 3)

21 เมษายน 2557

เมื่อกล่าวถึงการใช้บัตรเครดิต แม้ว่าจะสะดวกสบายและปลอดภัยกว่าการพกเงินสดแต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% ในสังคมทุกวันนี้กลโกงต่างๆมีมากมาย รวมไปถึงกลโกงบัตรเครดิต การขโมยบัตรเครดิตไปใช้ การแฮคข้อมูล ฯลฯ

เมื่อกล่าวถึงการใช้บัตรเครดิต แม้ว่าจะสะดวกสบายและปลอดภัยกว่าการพกเงินสดแต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% ในสังคมทุกวันนี้กลโกงต่างๆมีมากมาย รวมไปถึงกลโกงบัตรเครดิต การขโมยบัตรเครดิตไปใช้ การแฮคข้อมูล ฯลฯ

ซึ่งเป้าหมายของกลุ่มมิจฉาชีพสมัยนี้ไม่ได้มีแค่กลุ่มนักท่องเที่ยวหรือคนต่างถิ่น โดยมักมีข่าวออกมาเป็นระยะเรื่องการถูกโกงบัตรเครดิตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นที่ใด มิจฉาชีพก็เป็นเรื่องที่คนเราหนีไม่พ้น เพราะฉะนั้นทางแก้ไขก็คือการเริ่มที่ตนเองโดยการเพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานบัตรเครดิต

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีข่าวบัตรเครดิตที่ถูกโกงมากมาย ตั้งแต่ในโรงแรมกลางเมืองท่องเที่ยวไปจนถึงห้างสรรพสินค้าดังในเมืองหลวง และในแต่ละคดีที่ตำรวจสามารถตามตัวคนร้ายพบ ก็พบว่ามิจฉาชีพได้ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นเงินจำนวนมหาศาลแก่เหยื่อ เช่นในปี 2543 ที่สามารถจับคดีฉ้อโกงเกี่ยวกับบัตรเครดิตได้ 24 คดี รวม 38 ผู้ต้องหา มูลค่าความเสียหายรวม 8.5 ล้านบาท จากคดีรวมทั้งหมด 40คดี ในปี2544 มีคดีเกี่ยวกับการปลอมแปลงบัตรเครดิต 31คดี จับกุมได้25คดี รวมมูลค่าความเสียหายถึง 12.7 ล้านบาท และในปี2545 จับได้ 11 คดีจากทั้งหมด 20 คดี รวมมูลค่าความเสียหาย 5.8 ล้านบาท นอกจากในประเทศไทย เมื่อปี2556ทางสหรัฐอเมริกายังได้รวบตัวแกงค์มิจฉาชีพฉ้อโกงบัตรเครดิต 18 ราย ก่อความเสียหายคดีเดียวกว่า 200 ล้านดอลล่าร์ หรือ 6000 ล้านบาทไทย ซึ่งอาชญากรรมเกี่ยวกับบัตรเครดิตสามารถแบ่งได้เป็นหลากหลายชนิดดังนี้:

1. บัตรที่ถูกขโมย (stolen card or lost card)
คือการขโมยบัตรของผู้อื่นและนำเอาไปใช้แทนเจ้าของบัตรในร้านค้า รวมทั้งปลอมลายเซนต์หรือแอบอ้างเป็นเจ้าของบัตรนั้นๆ

2. บัตรแปลงข้อมูลจากบัตรจริง (altered card)
เป็นการนำบัตรที่หมดอายุแล้วมาเปลี่ยนแปลงข้อมูลผ่านการรีดความร้อนลงบนตัวบัตรเพื่อที่จะลอกคัวเลขบัตรให้เลือน เพื่อที่จะปั๊มข้อมูลใหม่ลงบนตัวบัตร ซึ่งเทคนิคนี้เรียกกันว่าการ Re-Embossed หลังจากนั้นมิจฉาชีพจึงนำบัตรใบดังกล่าวไปใช้ใหม่

3. บัตรปลอม (counterfeited card)
คือการทำบัตรปลอมซึ่งจะปลอมแปลงเสียจนเหมือนบัตรจริง ในการทำต้องอาศัยประสบการณ์ ความชำนาญ อีกทั้งอุปกรณ์และเทคโนโลยี ซึ่งทางมิจฉาชีพจะขโมยข้อมูลของเหยื่อมาก่อน และใช้ข้อมูลนั้นในการผลิตบัตรปลอม

4. บัตรพลาสติกขาว (White Plastic Card)
เป็นการนำพลาสติกขาวธรรมดาที่มีความหนาเท่าบัตรจริงมาใส่ข้อมูลหน้าบัตรที่ขโมยมา ซึ่งในการโกงรูปแบบนี้ทางร้านค้าต้องรู้เห็นเป็นใจด้วยเพราะต้องถ่ายเอกสาร sales slip โดยการใช้ก็คือนำบัตรที่ได้ใส่ข้อมูลปลอมลงไปแล้วไปใช้ตามร้านที่ร่วมมือด้วย

5. ผู้ถือบัตรทุจริตด้วยตนเอง (Credit Runaway)
เป็นการที่ผู้ถือบัตรทุจริตด้วยตนเองโดยไม่คิดจะชำระหนี้บัตรเครดิตแต่ต้น เขาจะสมัครบัตรหลาบใบพร้อมกันกับธนาคารหลายแห่งและนำไปใช้ซื้อของมีค่าอย่างรวดเร็วเพื่อนำมาขายแลกกับเงิน ซึ่งเมื่อถึงเวลาเรียกเก็บหนี้ทาผู้ใช้ก็จะหลบหนีไป

6. การปลอมเอกสารในการขออนุมัติบัตรเครดิต (Fraudulent Application)
เป็นการปลอมบัตรประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้านเพื่อเอาไปใช้ออกบัตรเครดิต ซึ่งเมื่อได้มาแล้วก็จะนำไปใช้โดยไม่ชำระเงินคืนให้แก่ผู้ออกบัตร

ประเทศไทยนั้นมีกลโกงเกือบจะครบรูปแบบที่กล่าวมาขั้นต้น และเพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพนำข้อมูลของคุณไปใช้ได้ เช่น:

1. เซ็นชื่อหลังบัตรทันทีทีได้รับบัตร
2. อย่าเขียนรหัสไว้บนตัวบัตร
3. รักษาและเก็บอย่างระมัดระวังเสมือนเป็นเงินสด
4. ตรวจสอบสำเนา Sales Slip ทุกครั้งก่อนเซ็นชื่อ และเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐาน
5. อย่าละสายตาจากบัตรเครดิตขณะที่พนักงานกำลังดำเนินการรูดบัตร
6. ตรวจสอบใบแจ้งยอดหรือบิลบัตรเครดิตอย่างละเอียดทุกครั้ง โดยอาจเอามาเทียบกับ Sales Slip
7. เก็บสำเนาบัตรเครดิตของท่านไว้ทุกใบ
8. ห้ามบอกหมายเลขบัตรเครดิตใครผ่านทางโทรศัพท์
9. ในกรณีที่มีคนแอบอ้างโทรมาเป็นคอลเซนเตอร์และพยายามคะยั้นคะยอขอเลขบัตร ให้ปฏิเสธไปก่อน หากไม่สบายใจควรไปดำเนินการที่สาขาของธนาคาร
10. ห้ามเปิดเผยรหัสบัตรกับใครทั้งนั้น
11. ห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น บัตรประชาชน เอกสารสำเนาทำเบียนบ้าน ขณะใช้บัตรเครดิตซื้อของ
12. อย่าตั้งรหัสบัตรด้วยตัวเลขที่คาดเดาได้ง่ายหรือมีความเกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น วันเกิด ทะเบียนรถ ฯลฯ

ขอบคุณข้อมูลจาก

บัตรเครดิต: ปัจจัยที่ 5 ของคนเมืองกรุง? (ตอนที่ 3)

ข่าวล่าสุด

นายกฯอนุทิน - ประธานฉาย บุนนาคร่วมฉลองความสัมพันธ์170ปีอังกฤษ-ไทย