
อาเซียนยุคใหม่ที่คนไทยอาจไม่รู้จัก
แม้กระแสอาเซียนจะฟีเวอร์มากในบ้านเรา แต่ใช่ว่าคนไทยจะรู้จักและเข้าใจเพื่อนบ้าน
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
แม้กระแสอาเซียนจะฟีเวอร์มากในบ้านเรา แต่ใช่ว่าคนไทยจะรู้จักและเข้าใจเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เทคโนโลยีทำให้โลกหมุนเร็วขึ้นกว่าอดีต ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมเพื่อนบ้านเป็นคนละคน จนเราแทบไม่รู้จัก
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดเสวนา “อาเซียนที่คนไทยอาจไม่รู้จัก” ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งล่าสุด โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งข้อสังเกตว่า ด้านสังคมและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่คนไทยไม่รู้จักอาเซียนมากที่สุด ในบรรดาเสาหลัก 3 ด้าน ของประชาคมอาเซียน ทั้งที่สำคัญไม่แพ้ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง
“เราไม่รู้เรื่องสำคัญๆ ของเพื่อนบ้าน น้อยคนที่จะรู้ว่าวีรบุรุษของฟิลิปปินส์ คือ โฮเซ ริซาล ที่ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากสเปน ยังไม่นับเรื่องประวัติศาสตร์ ภาษา เราไม่สามารถก้าวข้ามพรมแดนได้ ยังติดอยู่กับความเป็นชาติมากกว่าภูมิภาค”
ทุกวันนี้อาเซียนเปลี่ยนไปมาก อย่างที่นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของโลกกล่าวไว้ว่า ให้ไปเห็นนครวัดของกัมพูชาก่อนแล้วค่อยตาย หากเป็นเมื่อก่อนเดินทางยากลำบากมาก แต่ตอนนี้ง่ายขึ้นมาก มีรถตู้ไปส่งถึงชายแดนแล้วต่อแท็กซี่ไปถึงนครวัดได้เลย ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นวิธีง่ายที่สุดที่จะรู้จักเพื่อนบ้าน
คนไทยรู้จักเพื่อนบ้านน้อยมาก และมองเพื่อนบ้านด้วยเหรียญเพียงด้านเดียว มองประวัติศาสตร์ในแง่ที่ทำให้ตัวเองดูดี เช่น พม่าบุกมาตีอยุธยา แต่กลับไม่เคยสอนว่าอยุธยาก็ไปตีนครวัดเหมือนกัน รวมถึงไปตีเวียงจันทน์ นี่จึงเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลระหว่างกัน
อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า อาเซียนที่เราไม่รู้จัก เพราะเราไม่ออกไป จึงไม่เห็น ดังนั้น จึงควรเริ่มต้นจากการอ่านเพื่อทำความรู้จักเพื่อนบ้าน จากนั้นก็ออกเดินทางเพื่อให้เห็นโลกกว้าง ซึ่งทุกวันนี้ค่อนข้างสะดวกมาก
“เราไม่รู้ตัวเอง ยังมีทัศนคติว่าไทยเป็นมหาอำนาจในอาเซียน ร่วมรบกับมหาอำนาจ ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร อยุธยาขยายอาณาจักรกว้างไกลเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าและทรัพยากร ยังรับรู้ในภาพเก่าๆ ทั้งที่อาเซียนเปลี่ยนไปมากแล้ว”
ช่วงที่ไทยพัฒนาประเทศ เป็นช่วงที่เพื่อนบ้านมีปัญหาสู้รบ ไทยจึงได้อานิสงส์ไปเต็มๆ ทั้งสิทธิประโยชน์จากสหรัฐในการช่วยต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และขายสินค้าให้เพื่อนบ้าน จนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลาย ทำให้เพื่อนบ้านแถบนี้เริ่มเปลี่ยนจากสนามรบเป็นสนามการค้า แต่ไทยยังอาศัยข้อมูลชุดเก่าจากสหรัฐ ไม่ได้ติดตามข้อมูลใหม่ของเพื่อนบ้านที่กำลังเร่งก่อร่างสร้างตัว ซึ่งอาจจะโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนผ่านนานเหมือนตอนที่ไทยพัฒนาประเทศยุคแรกๆ
ทุกวันนี้ไทยอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้แล้ว เพราะต้องพึ่งพาเพื่อนบ้าน ทั้งไฟฟ้าจากลาว ทำคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งปลูกพืชเกษตรในกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) อาหารทะเลมาจากอินโดนีเซีย สังคมไทยจึงต้องปรับตัวและปรับทัศนคติใหม่
ที่ผ่านมา ไทยยังไม่ได้เตรียมประเทศสู่ความเป็นสากล จึงต้องเพิ่มวิธีคิดเรื่องนี้เข้าไป และไม่จำเป็นต้องแก้ประวัติศาสตร์ แต่สามารถเพิ่มเรื่องต่างๆ เข้าไปได้ เช่น ประวัติศาสตร์อาหาร ขนม เพื่อต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นภาพที่กว้างขึ้นมากกว่าเรื่องการสู้รบ และแทนที่จะเรียนอาเซียนแบบแยกประเทศ ก็สามารถจัดกลุ่มเนื้อหาเทียบโยงกัน จะได้เห็นว่าในช่วงที่ไทยเกิดเหตุการณ์นี้ ประเทศเพื่อนบ้านเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่แยกส่วนจนไม่รู้ถึงความเชื่อมโยง คิดแต่ว่ามีไทยอยู่โดดๆ เพียงประเทศเดียว
ไทยควรใช้วัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมก่อนจะขายสินค้า ไม่เช่นนั้นธุรกิจอาจจะไปไม่รอด เพราะไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเพื่อนบ้าน วัฒนธรรมทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง และทำให้เกิดความมั่นคงตามมา เรียกว่า เศรษฐกิจ (เออีซี) ทำให้ “กินดี” ความมั่นคง ทำให้ “อยู่ดี” ส่วนวัฒนธรรม ทำให้ “มีสุข”
แม้ไทยจะมีความได้เปรียบจากการที่สินค้าได้รับการยอมรับจากเพื่อนบ้านในแง่คุณภาพ แต่หากไม่สามารถเอาชนะใจเพื่อนได้ ก็อาจเกิดกระแสต่อต้านสินค้าหากมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เหมือนยุคหนึ่งที่คนไทยเคยแบนสินค้าญี่ปุ่นมาแล้ว
ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เล่าว่า พยายามผลักดันให้นักศึกษาเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเปิดโลกทัศน์ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่นักศึกษา กลับเป็นคนรุ่นพ่อแม่ที่ยังมีอคติและความเกลียดชัง ทั้งที่เพื่อนบ้านเปลี่ยนไปมากแล้ว อย่างในเสียมราฐมีความเป็นอินเตอร์มาก มีโรงแรมดีๆ 150 แห่ง รองรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ใช้จ่ายเงินเหรียญสหรัฐ







