posttoday
เดดล็อกรัฐบาลพิการพยุงข้าวนาปรัง"ติดหล่ม"

เดดล็อกรัฐบาลพิการพยุงข้าวนาปรัง"ติดหล่ม"

16 เมษายน 2557

เป็นอีกความพยายามหนึ่งของกรมการค้าภายใน ที่นัดถกกับตัวแทนโรงสี ผู้ส่งออก ชาวนา และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเมื่อต้นเดือน เม.ย. เพื่อหาช่องทางและมาตรการในการพยุงราคาข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2557 ที่ราคาดิ่งลงทุกวัน

เป็นอีกความพยายามหนึ่งของกรมการค้าภายใน ที่นัดถกกับตัวแทนโรงสี ผู้ส่งออก ชาวนา และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเมื่อต้นเดือน เม.ย. เพื่อหาช่องทางและมาตรการในการพยุงราคาข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2557 ที่ราคาดิ่งลงทุกวัน

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 3 เม.ย. บ่งชี้ว่าราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาเฉลี่ยทั่วประเทศลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 7,200-7,434 บาทต่อตัน เทียบกับก่อนสิ้นสุดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/2557 ในเดือน ก.พ. ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 7,840-8,900 บาทต่อตัน หรือลดลงมากกว่า 10%

แต่ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ชาวนาขายได้จริงไม่เกิน 5,000-5,500 บาทต่อตัน

สำหรับมาตรการหลักๆ ที่ถูกนำเสนอ และถือว่าเป็นไม้เด็ดในการดูแลผู้ปลูกข้าวนาปรังก็ว่าได้

นั่นก็คือการเสนอโครงการสนับสนุนปัจจัยการผลิตแทนโครงการรับจำนำข้าวเปลือก โดยให้รัฐบาล อุดหนุนปัจจัยการผลิตให้ผู้ปลูกข้าวในอัตรา 2,121 บาทต่อตัน คิดเป็นเงินอุดหนุน 2.16 หมื่นล้านบาท สำหรับข้าวนาปรังที่ออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือน มี.ค.ก.ย. ที่มีปริมาณ 10.22 ล้านตัน

พร้อมทั้งมีการยกตัวอย่างการอุดหนุนผู้ปลูกข้าวในแต่ละประเทศ เช่น อินเดีย มีมาตรการอุดหนุนค่าปุ๋ยให้ผู้ปลูกข้าว โดยจ่ายเงินส่วนต่างในการซื้อปุ๋ยแต่ละประเภท จีน มีการอุดหนุนการซื้อเครื่องจักรทางการเกษตรและค่าน้ำมัน

ขณะที่ไต้หวัน รัฐบาลจะรับภาระค่าปุ๋ย โดยอุดหนุนราคานำปุ๋ยที่นำเข้ามาในอัตรา 85% ของราคานำเข้า ทำให้ราคาปุ๋ยของไต้หวันถูกกว่าจีนและญี่ปุ่น

อินโดนีเซีย จะอุดหนุนค่าปุ๋ยให้เกษตรกรผ่านบริษัทขายปุ๋ย แต่กำหนดเงื่อนไขช่วยเหลือเฉพาะเกษตรกร ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวน้อยกว่า 2 หมื่นตารางเมตร หรือไม่เกิน 12.5 ไร่ และเวียดนาม จะส่งเสริมการใช้ปุ๋ย โดยให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าปุ๋ยกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อทำให้ปุ๋ยมีราคาถูกลง

แม้ว่าในมุมมองนักวิชาการไม่เห็นด้วยวิธีการนี้นัก

“ที่รัฐบาลเข้ามารับภาระแทนชาวนาในระยะสั้น ก็ต้องดูให้รอบคอบ และหากยังยืนยันจะใช้วิธีการ อุดหนุนปัจจัยการผลิต ก็ควรอุดหนุนเฉพาะฤดูปลูกข้าวนาปีเท่านั้น ส่วนข้าวนาปรังควรแนะนำให้ชาวนาลดพื้นที่ปลูกและสนับสนุนปลูกพืชอื่นหลังทำนาแทน” สมพร อิศวิลานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว สถาบันคลังสมองของชาติ ให้ความเห็น

แต่ไม่ว่าฝ่ายใดจะเห็นด้วยหรือคัดค้าน ก็ดูเหมือนว่ามาตรการที่เสนอมาจะทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะติดปัญหาเดิมๆ คือ รัฐบาลรักษาการ ซึ่งไม่มีอำนาจอนุมัติงบหรือโครงการที่มีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ได้

“แนวทางที่เป็นไปได้มากสุดในการพยุงราคาข้าวและไม่ขัดกฎหมาย คือ ชะลอการขายข้าวทางตรงไว้ก่อน และให้ใช้การประมูลทั่วไปกับเอเฟทเท่านั้น” สมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุ

ขณะที่ในความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวตัวยงอย่าง นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย เสนอว่า การแก้ปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ คือรัฐบาลต้องระบายข้าวจนสต๊อกอยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาข้าวในตลาดโลก แต่คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าราคาข้าวจะเพิ่มขึ้น

“วิธีการขายข้าวในสต๊อกที่ดีที่สุดตอนนี้ คือ ให้เอกชนไปทำตลาดในต่างประเทศ เพราะอย่าลืมว่าเอกชนมีตลาดส่งออกข้าวไม่น้อยกว่า 140 ประเทศทั่วโลก และสาเหตุที่ต้องให้เอกชนทำ ก็เพราะเอกชนต้องรักษาชื่อเสียงข้าวของเขาไว้ จึงไม่ยอมเสียชื่อโดยการเอาข้าวคุณภาพแย่ๆ ไปส่งแน่ ไม่อย่างนั้นเขาจะเสียแบรนด์และเสียตลาดไปอย่างถาวร” นิพนธ์ ระบุ

แต่เงื่อนไขใหญ่ที่สุดที่กระทรวงพาณิชย์ต้องแก้ปัญหาเสียก่อน นั่นก็คือการยกเลิกการผูกขาดขายข้าวให้กับพ่อค้าบางรายเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แลกกับการเก็บค่าหัวคิวกินส่วนต่างข้าวในสต๊อกรัฐบาล

ที่แน่ๆ เลิกฝันได้เลยว่าราคาข้าวโลกจะปรับตัว ดีขึ้นใน 1-2 ปีข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี