
การตลาดเชิงสร้างสรรค์ (ตอนที่ 2)
จากฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างสร้างสรรค์ ผู้เขียนขอขยายความดังนี้
จากฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างสร้างสรรค์ ผู้เขียนขอขยายความดังนี้
1)การร่วมมือกับธุรกิจอื่นที่เชี่ยวชาญต่างกัน (Business Net working) เป็นการนำจุดแข็ง หรือ DNA สององค์กรขึ้นไปมาผลิตสินค้า หรือบริการใหม่ ตัวอย่าง รายการ TGT (Thailand’s Got Talent) เกิดจากความร่วมมือของ Workpoint Studio กับ ยูนิลีเวอร์ (ประเทศไทย) ซึ่งมีจุดแข็งต่างกันมาร่วมมือกันจัดสรรรายการที่นิยมในปัจจุบัน ขณะที่โอสถสภาไม่เชี่ยวชาญกระจายสินค้าก็ร่วมมือเสริมสุขจัดจำหน่าย M150 จนมียอดขายเครื่องดื่มชูกำลังอันดับ 1 ของประเทศถึงทุกวันนี้
2)เลือกใช้กลยุทธ์น่านน้ำสีฟ้าทำการตลาด (Blue Ocean Strategy) เป็นแนวคิดจากนักวิชาการสองคน คือ W.Chan Kim และ Renee Mauborgne ค้นหารูปแบบธุรกิจที่หลีกเลี่ยงการปะทะกันในตลาดเดิม ที่แข่งขันสูง เลือกกลุ่มเป้าหมายในตลาดที่ต่างจากกลุ่มลูกค้าหลักในอุตสาหกรรม ตัวอย่าง The Body Shop International PLC บริษัทธุรกิจค้าปลีกจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เส้นผม น้ำหอม และเครื่องสำอางคุณภาพสูง ดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญาเพื่อสังคมและ สิ่งแวดล้อม ประสบความสำเร็จ มีการตอบสนองจากลูกค้าระดับแฟนพันธุ์แท้จริงๆ
3)คิดนอกกรอบ ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม (Lateral Marketing, Think out of box) การตลาดนอกกรอบหรือตลาดแนวข้าง ประยุกต์ใช้กับการตลาดสร้างสรรค์ได้ดี ตัวอย่างเช่น มองประโยชน์สินค้าที่ใช้งานได้อย่างหนึ่งไปประยุกต์กับอีกสิ่ง เช่น ไม้หนีบผ้า นำไปเป็นสินค้าอื่นอีกมากมาย
4)การมีส่วนร่วมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Corporate Social Responsibility ; CSR) ใช้หลัก 4 R (Reduce, Reuse, Recycle and Repair) สร้างสรรค์สินค้าสีเขียว (Green Product) หรือสินค้าเชิงนิเวศ (Eco Design) เมื่อผู้บริโภคสนใจเรื่องสังคมสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ลดใช้พลังงาน ลดใช้ถุงพลาสติก นำขยะกลับไปใช้ใหม่หรือนำไปใช้กับ สิ่งอื่นหรือซ่อมแซม สร้างความแปลกใหม่ให้การผลิตสินค้าและบริการ
5)การทำธุรกิจที่อยู่บนพื้นฐานจริยธรรม ดนัย จันทร์เจ้าฉาย CEO ของบริษัท MDK Consultant (ประเทศไทย) กล่าวในหนังสือ White Ocean Strategy ว่าเป็นรูปแบบยึดมั่นความดีงามเป็นหัวใจสำคัญขับเคลื่อนธุรกิจ เป็นเกราะสำคัญทำให้องค์กรข้ามอุปสรรคได้ ธุรกิจสีขาว ความสำเร็จมิได้อยู่กับผลกำไรบริษัทอย่างเดียว แต่ขึ้นกับทำให้คนในบริษัทมีความสุข เอื้ออาทรโลกและสิ่งแวดล้อม บริษัทได้กำไรทางใจมาก กว่าเงิน
6)ผสมผสานสิ่งที่เป็นวัฒนธรรม ศิลปะ และประวัติศาสตร์ (Art, Culture and History) การนำวัฒนธรรม ศิลปะ และประวัติศาสตร์ มาผสมผสานเข้ากับสินค้าหรือบริการในไทย เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ บ่งบอกความเป็นไทยที่สุด การนำเอกลักษณ์ท้องถิ่นมาแสดงออก ประกอบกับความงดงามของศิลปะไทยและความประณีตของฝีมือช่างไทย เป็นงานสร้างสรรค์ที่ยากต่อการเลียนแบบ ตลอดจนผสมผสานความเชื่อ จิตวิญญาณ และความผูกพันกับอดีต ซึ่งเต็มด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมที่คนรุ่นก่อนหวงแหน คนรุ่นใหม่แสวงหา เช่น สถานที่ท่องเที่ยวโบราณ (Location based) ตลาดร้อยปี ตลาดน้ำอัมพวา เพลินวาน เชียงคาน สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ (Inspiration) จากวัสดุเหลือใช้ทางธรรมชาติ
7)การนำเทคโนโลยีผสมผสานอย่างลงตัวและสร้างสรรค์ (Techno logy Convergence) บางครั้งสินค้าเกิดความคิดสร้างสรรค์จากปัญหาของผู้ใช้งาน ผสมความคิดสร้างสรรค์กับเทคโนโลยีได้ลงตัว ตอบโจทย์ปัญหาผู้ใช้งานได้ดี เดิมสินค้าเทคโนโลยีสร้างปัญหามากกับผู้สูงอายุ เวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำไกลกว่าสมรรถนะผู้สูงอายุ ปัญหาความรู้ ทักษะการใช้งาน สรีระทางกายภาพ จึงมีการออกแบบสินค้าตอบสนอง แก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยีใช้งานง่ายขึ้น
กรอบแนวคิดการทำการตลาดเชิงสร้างสรรค์ ทำให้นักการตลาดสร้าง รูปแบบธุรกิจแนวใหม่เน้นประหยัดทรัพยากรและอนุรักษ์ธรรมชาติ จรรโลงสังคม ปฏิบัติดีต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญธุรกิจสร้างสรรค์ คำนึงถึงความสำคัญของเพื่อนมนุษย์และจิตใจลูกค้า ตามหลักการตลาด 3.0 ฉบับหน้าจะกล่าวถึงการใช้หลัก SCAMPER สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการต่อไป







