
"กอบศักดิ์" ฟันธงเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ขาลง
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติลงในขณะนี้
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติลงในขณะนี้ ทำให้นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายสำนักต้องปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจกันพัลวัน โดยเฉพาะหลังจากการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ เพราะเชื่อว่าการไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศ จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนของงบลงทุนให้สะดุดหยุดลง นอกจากนี้ยังทำให้กำลังซื้อหดหายไป เพราะผู้บริโภคไม่เชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย ฉุดให้เศรษฐกิจเติบโตลดลง
บางรายไปไกลถึงขั้นเศรษฐกิจจะติดลบด้วยซ้ำไป จนหลายคนคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเศรษฐกิจขาลง
อย่างไรก็ตาม กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ กลับมีความเห็นต่างออกไป เขาไม่เชื่อว่าไทยกำลังเผชิญหน้าเศรษฐกิจช่วงขาลง และธนาคารกรุงเทพเป็นรายเดียวที่คงประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 23% เพราะได้ประเมินความเสี่ยงทุกอย่างไว้หมดแล้ว
กอบศักดิ์ ระบุว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยนั้นยังดีอยู่ แม้จะมีปัญหาการเมือง และหากมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารงาน รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการใดๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะกำลังซื้อของคนไทยนั้นมีอยู่ เพียงแต่ต้องอั้นไว้จากความกังวลเรื่องการเมือง หากการเมืองจบกำลังซื้อเหล่านี้จะกลับมาทันที
ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่ควรไปให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ วางโครงสร้างระยะยาวให้กับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้ามากกว่า ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“วันแรกของการมีรัฐบาล เพียงแค่ประกาศว่าจะใช้งบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแทน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเท่านั้น เอกชนก็มีความเชื่อมั่น จะเดินหน้าการลงทุนทันที โดยไม่ต้องทำอะไร”
กอบศักดิ์ คิดว่าการขยายตัว 23% เป็นเบสไลน์ (Baseline) ของปีนี้ พื้นฐานมาจากการส่งออกที่จะขยายตัวได้ 57% การท่องเที่ยวที่แม้ 2 เดือนแรกจะชะลอตัวจากปีก่อนหน้า แต่ก็ด้วยปริมาณสูงถึงเดือนละ 2 ล้านคน และยิ่งมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ยิ่งทำให้การท่องเที่ยวกลับมาดีได้
“ถ้านักท่องเที่ยวมา 2 ล้านกว่าคน โรงแรมก็ต้องเลี้ยงตัวเองได้ คือไม่กำไรมาก และการมาเที่ยว2 ล้านกว่าคน แสดงว่าผู้ประกอบการไทยจะมีรายได้ระดับหนึ่ง แม้ไม่มีกำไรแต่อย่างน้อยเลี้ยงตัวเองได้ นี่คือหัวใจ เพราะถ้าเลี้ยงตัวเองได้ เท่ากับธุรกิจก็ไม่เจ๊ง”
สำหรับงบประมาณปี 2557 ที่มีวงเงิน 2.5 ล้านล้านบาทนั้น ส่วนใหญ่ 2 ล้านล้านบาท หรือ 97% เป็นงบประจำที่มีการเบิกจ่ายแน่นอนอยู่แล้ว เช่นเดียวกับงบลงทุน 2 ล้านบาท และงบผูกพันอีกประมาณ 2 ล้านบาท ก็มีการเบิกจ่ายปกติ ที่จะมีปัญหาคืองบบริหารจัดการน้ำ และงบ 2 ล้านล้านบาท ที่ผูกพัน พ.ร.บ.กู้เงิน ที่จัดไว้ในงบประมาณรวม 5 หมื่นล้านบาท จะใช้ไม่ได้ เพราะกฎหมายทั้งสองฉบับมีปัญหา
อย่างไรก็ตาม การที่มีหน่วยงานรัฐบางแห่งออกมาพูดเรื่องงบประมาณว่า การไม่มีรัฐบาลจะทำให้งบประมาณไม่ออกมา เชื่อว่าคนพูดมีวาระซ่อนเร้น (Agenda) บางอย่างที่ต้องการพูดให้คนกลัว และถ้าดูแล้วงบ 5 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับงบ 2.5 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ทำให้ผู้บริโภคกังวลใจ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงไม่กล้าซื้อบ้าน ไม่กล้าซื้อรถ รวมทั้งนักลงทุนก็ไม่กล้าลงทุน ประกอบกับบีโอไอไม่มีบอร์ดในการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน มีเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยไม่ได้ แต่หากสิ่งเหล่านี้คลี่คลาย กำลังซื้อและการลงทุนก็จะกลับมา
กอบศักดิ์ เชื่อว่าตัวที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจโดยที่รัฐบาลไม่ต้องมีอะไรกระตุ้น คือ กำลังซื้อ และปัญหาการเมืองไม่ได้กระทบกำลังซื้อ แต่กระทบต่อกำลังใจ ซึ่งกำลังใจนี้จะกลับมาทันทีเมื่อปัญหาการเมืองจบ คำว่า จบ ก็คือ ความไม่แน่นอนได้หายไป ปัญหาต่างๆ สามารถเคลียร์ได้ ทุกคนแยกย้ายกลับบ้าน ประเทศมีคำตอบระดับหนึ่ง มั่นใจได้ว่ากำลังซื้อจะกลับมาทัน การลงทุนก็จะกลับมา เพราะเอกชนถ้ารู้ว่าปัญหาจบเขาเดินหน้าได้ ขอให้มีสัญญาณชัดเจนเท่านั้น
โดยข้อเท็จจริงแล้ว ปีนี้คนไทยมีความพร้อมที่จะใช้จ่ายมาก ไม่เหมือนปีก่อนหน้าที่การบริโภคค่อนข้างแย่ เพราะมีปัญหา 2-3 เรื่อง เรื่องแรก คือ นโยบายรถคันแรกที่กระทบกำลังซื้อของคนชั้นกลาง โดยมีผู้ใช้สิทธิ 1.3 ล้านคัน ทำให้กำลังซื้อหายไปเดือนละ 2.5 หมื่นล้านบาท คำนวณจากค่าผ่อนรถเดือนละ 1 หมื่นบาทเศษ ค่าน้ำมัน ฯลฯ รวมแล้วตกเดือนละ 1.5 หมื่นบาทต่อคัน จึงไม่น่าแปลกใจว่า ปีที่แล้ว เทสโก้ โลตัส บอกว่าคนซื้อของน้อยลง ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า เพราะเงินจำนวนมากนำไปจ่ายค่าผ่อนรถให้แบงก์
เรื่องต่อมาคือ หนี้ครัวเรือน ทำให้ก่อหนี้ใหม่ไม่ได้ และเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องหุ้น เพราะต้นปีดัชนีหุ้นอยู่ที่ 1,650 จุด สังเกตว่าจะมีการซื้อบ้าน คอนโดมิเนียมเยอะมาก แต่กลางปีดัชนีลงมาเหลือ 1,200-1,300 จุด อสังหาริมทรัพย์บ่นเลย คนเล่นหุ้นกลุ่มนี้มีประมาณ 1 ล้านคน กำลังซื้อหายทันที
แต่ปีนี้คนซื้อรถหนี้เริ่มลดลง เพราะจ่ายค่ารถไป หนี้หายไปแล้ว 25% ขณะที่เงินเดือนเพิ่ม สามารถสร้างหนี้ใหม่ได้ ส่วนคนเล่นหุ้นปีนี้ดัชนีหุ้นขึ้นมาแล้ว 6% จะช่วยกำลังซื้อ แต่ยังซื้อไม่ได้ ต้องอั้นไว้ เพราะไม่มั่นใจว่าปัญหาการเมืองจะจบเมื่อไหร่ เลยอั้นไว้
“เศรษฐกิจไทยมีแรงอั้นไว้เยอะ แล้วคนไม่ให้ความสำคัญตรงนี้เท่าไหร่ การที่มีแรงอั้นไว้เยอะ แล้วคนรู้ว่าปัญหาจบแล้ว มันมีกำลังโดยตัวมันเองอยู่แล้ว”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เมื่อปี 2552 ที่มีการยิงกันช่วงสงกรานต์ แต่พอสถานการณ์จบ คนก็เล่นสงกรานต์กันปกติ หรือสมัยเสื้อแดงปิดราชประสงค์ 2 เดือน กำลังซื้อหายไปเยอะ แต่พอจบ มีการคลีนอัพ ก็มีการกลับไปซื้อทั้งที่เซ็นทรัลเวิลด์ถูกเผา กำลังซื้อกลับมา 23 เดือนให้หลัง หรือที่ กปปส.ชุมนุมหน้าพารากอน กำลังซื้อหายไป เพราะรถเข้าไปจอดไม่ได้ แต่เมื่อย้ายไปชุมนุมที่สวนลุมพินี ตอนนี้ไปดูสิ ที่จอดรถเต็ม
ผมคิดว่าครั้งนี้ก็เหมือนกัน คนที่อยากซื้อบ้าน ซื้อรถ แล้วอั้นไว้ จะกลับมา แต่ขอให้จบ”
ขณะเดียวกัน แม้ไทยจะมีปัญหาการเมือง แต่ธุรกิจยังเดินได้อยู่ เพราะการเมืองไม่กระทบฐานธุรกิจ โรงงานยังคงผลิตสินค้าตามปกติ การส่งออกก็ปกติ จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลาเกิดปัญหาการเมือง เศรษฐกิจยังคงเดินหน้าได้เป็นปกติ และปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดในกรุงเทพฯ แต่ในต่างจังหวัดไม่ได้รับผลกระทบ ไม่เหมือนกรณีเกิดน้ำท่วมที่จะกระทบหลายพื้นที่ กระทบการผลิตและการขนส่ง
“ผมว่าการที่เศรษฐกิจโตได้ 23% เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับปีนี้ ถ้าเมื่อไหร่ที่ชัดเจนว่าปัญหาการเมืองไม่จบ เราค่อยไปเพิ่มแรงกระตุ้นกันก็ยังทัน
เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งไปสิ้นหวังกับเศรษฐกิจไทยปีนี้”







