
ไฟแนนเชียลไดเจสต์
3 หุ้นถูกจับขังยาว
3 หุ้นถูกจับขังยาว
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้สมาชิกต้องดำเนินการให้ลูกค้าวางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวนที่จะซื้อ (แคชบาลานซ์) ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.23 พ.ค. 2557 สำหรับหุ้น บริษัท แมกซ์ เมทัล คอร์ปอเรชั่น (MAX) บริษัท ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น (TCC) บริษัทไทยคูน เวิลด์ไวด์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) หรือ TYCN
MIDA เทรดพาร์ใหม่ 18 เม.ย.นี้
บริษัท ไมด้า แอสเซ็ท (MIDA) ได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) จากหุ้นละ 1 บาท เป็น 0.50 บาท ซึ่งจะเริ่มมีผลในการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. 2557 เป็นต้นไป
สำนักหักบัญชีเริ่มมาตรฐานใหม่ 11 เม.ย.นี้
นางชนิสา ชุติภัทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) หรือ TCH เปิดเผยว่า สำนักหักบัญชี เสริมสร้างความเชื่อมั่นงานชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ของตลาดทุนไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล Principles for Financial Market Infrastructures (PFMI) ซึ่งกำหนดโดยองค์กรกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์นานาชาติ (IOSCO) รวมถึงการบริหารความเสี่ยงในฐานะคู่สัญญากลาง (Central Counterparty CCP) โดยเผยแพร่มาตรฐานการให้บริการตามเกณฑ์ของ PFMI เริ่มวันที่ 11 เม.ย.นี้ บน www.thaiclearing.com ทั้งนี้ให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการยกระดับการให้บริการ TCH สู่สากล
การพัฒนางานบริการสำนักหักบัญชีในการชำระราคาและส่งมอบกับตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการบริการเชื่อมโยงระบบซื้อขายหลักทรัพย์อาเซียน (ASEAN Trading Link) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการเชื่อมโยงการซื้อขายกับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และมาเลเซีย
“เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ให้แก่สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ สำนักหักบัญชีจะเปิดเผยมาตรฐานการให้บริการตามมาตรฐาน PFMI เพื่อแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการปฏิบัติงานระหว่าง TCH และสมาชิก ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงการดูแลการชำระราคาและส่งมอบของตลาดทุนไทยให้เป็นไปตามหลักสากล สร้างความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใสแก่ระบบการชำระราคาและส่งมอบของไทย” นางชนิสา กล่าว
สำหรับมาตรฐานการบริการดังกล่าว ได้แก่ หลักเกณฑ์ในการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ การวางหลักประกัน การบริหารความเสี่ยงตลอดจนการสร้างความมั่นคงทางการเงินของสำนักหักบัญชีและการดูแลตรวจสอบฐานะทางการเงินของสมาชิก เป็นต้น
EPCO ลุยโซลาร์ญี่ปุ่น
นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก (EPCO) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2557 ว่า บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ญี่ปุ่น เพื่อให้ครบกำลังการผลิต 108 เมกะวัตต์ หลังจากต้นปี 2557 ได้จัดตั้งบริษัทย่อยคือ บริษัท เอ็ปโก้ เอ็นเนอร์ยี่ ลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น ขนาด 23 เมกะวัตต์ ในเขตพื้นที่ คูริฮาร่า จังหวัดมิยากิ และขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทพันธมิตรเพิ่มเติมเพื่อร่วมลงทุน คาดว่าไตรมาส 2 จะได้ข้อสรุปอีก 3 โครงการ ประมาณ 18 เมกะวัตต์ และไตรมาส 3 อีก 1 โครงการ ประมาณ 67 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้ของ EPCO เติบโตต่อเนื่องจากปี 2558 เป็นต้นไป และพุ่งแรงในปี 2559-2560
ด้านผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปีนี้ รายได้เข้ามาต่อเนื่องจากปีก่อน จากการพัฒนาโครงการต่างๆ โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือธุรกิจสิ่งพิมพ์ ภายหลังจากที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ (Commercial Operation Date: COD) ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ. 2557 ที่ผ่านมา รวมถึงรายได้จากโรงไฟฟ้าบ่อพลอย จ.กาญจนบุรี กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟ ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด กำลังการผลิต 1.5 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทได้รับคัดเลือกจำนวน 8 โครงการ จะช่วยสร้างรายได้ให้บริษัทมากขึ้นเกือบ 20%
นอกจากนี้ บริษัทได้ซื้อหุ้น บริษัท บ่อพลอย โซล่าร์ จำนวน 5,882,400 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 24% ของทุนเรียกชำระแล้ว จากบริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง (GEN) โดยเสนอซื้อในราคาหุ้นละ 23.30 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 137,059,920 บาท ส่งผลให้ EPCO กลายเป็นผู้ถือหุ้นครบ 100%
“การเข้าซื้อหุ้นบ่อพลอย โซล่าร์ เพิ่มในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ ผ่านการถือหุ้นบริษัทย่อยในสัดส่วน 100% ซึ่งจะช่วยให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายบริษัทแม่ เตรียมพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ” นายยุทธ กล่าวในที่สุด
ทั้งนี้ บริษัท บ่อพลอย โซล่าร์ มีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ 10 เมกะวัตต์ โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมากกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และได้รับการให้เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) จากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) จำนวน 8 บาท/หน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี
ล่าสุดที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลอีกหุ้นละ 0.095 บาท/ หุ้น สำหรับผลการดำเนินงานงวดครึ่งหลังของปี 2556







