
จงอย่าวางใจแม้ต่างชาติคลายกังวล...และเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาในภูมิภาคอีกครั้ง
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบที่สูงขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าเล็กน้อยระหว่าง 32.15-32.45 ต่อเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าค่าเงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างผันผวน หลังจากที่เห็นเม็ดเงินจำนวนมากจากนักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาสู่ในภูมิภาคเอเชียอีกครั้ง
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบที่สูงขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าเล็กน้อยระหว่าง 32.15-32.45 ต่อเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าค่าเงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างผันผวน หลังจากที่เห็นเม็ดเงินจำนวนมากจากนักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาสู่ในภูมิภาคเอเชียอีกครั้ง
ทั้งนี้ แม้ตลาดไทยปิดทำการเนื่องจากวันหยุดช่วงสงกรานต์ในสัปดาห์นี้ และจะเปิดตลาดเพียง 3 วันทำการเท่านั้น อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยจากต่างประเทศให้เราได้ติดตามอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ อาทิ ตัวเลขยอดค้าปลีก การเริ่มก่อสร้างบ้าน อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ และการประเมินภาพเศรษฐกิจโดยรวมจากเฟด ผ่านรายงาน Beige Book นอกจากนี้ ในส่วนของจีนจะมีการรายงานยอดค้าปลีก การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และการปล่อยสินเชื่อในรูปแบบเงินหยวน รวมถึง GDP ไตรมาสแรก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นที่จับตามองของตลาดอย่างมาก โดยหากตัวเลขออกมาแย่กว่าการคาดการณ์ อาจเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนในเอเชียโดยรวม และส่งผลค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลงได้บ้าง นอกจากนี้ช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่มีการประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก ซึ่งอาจจะทำให้เห็นแรงขายทำกำไรบ้าง
สำหรับในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก และถือว่าเป็นการปรับตัวที่เหนือความคาดหมายของเรา โดยตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ภูมิภาคเอเชียโดยรวมเห็นกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลกลับเข้ามา และส่งผลให้ค่าเงินปรับแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับค่าเงินบาท เปิดตลาดที่ระดับ 32.40 และแข็งค่าทะลุแนวรับสำคัญหลายแนว ไปเห็นระดับแข็งค่าสุดที่ 32.15 อย่างไรก็ดี หลังจากไปแตะที่ระดับนี้แล้ว ก็มีการทดสอบที่ระดับนี้ได้ไม่นานนัก และปรับอ่อนค่าขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์
สาเหตุที่ทำให้เราเห็นการกลับมาของเงินลงทุนนั้น เป็นเพราะมุมมองของตลาดเรื่องแนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐ ซึ่ง ณ ปัจจุบันมองว่า ผู้กำหนดนโยบายจะยังไม่รีบร้อนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย การเผยแพร่รายงานการประชุม FOMC แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่มองว่า เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นและตลาดแรงงานเริ่มมีความฟื้นตัวที่ชัดเจน แต่เศรษฐกิจอาจยังไม่เติบโตเท่ากับระดับศักยภาพตามที่สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่ลดลงนัก ดังนั้น จะต้องพิจารณาดัชนีอื่นๆ ด้วย ซึ่งถ้าหากเราลองไปประเมินดูแล้ว พัฒนาการของเครื่องชี้อื่นๆ ยังมีจุดอ่อนให้เห็นอยู่ ทำให้ตลาดหันกลับมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงในภูมิภาคเราด้วย เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่า อย่างไรก็ดี หากประเมินจากทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินที่แข็งค่าได้มากที่สุด คือ ค่าเงินวอน เงินเปโซ และเงินริงกิต ซึ่งแข็งค่าขึ้นเกือบ 2% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจเหล่านี้มีปัจจัยพื้นฐานที่ดูดีกว่าเพื่อน ขณะที่ยังมีแนวโน้มว่าอาจจะสามารถปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นได้รวดเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
หากประเมินจากจำนวนเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในตลาดไทย จะเห็นได้ว่าทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรได้รับอานิสงส์ค่อนข้างมาก สัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นเม็ดเงินจากต่างชาติสุทธิ 8,070 ล้านบาท ขณะที่ในตลาดพันธบัตรเห็นเงินทุนเข้ามามากถึง 3.38 หมื่นล้านบาท ซึ่งช่วยหนุนให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลไทยปรับลดลงอย่างมากในสัปดาห์นี้ หากประเมินจากต้นทุนกู้ยืมผ่านพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับลงถึง 0.10% มาอยู่ที่ 3.69% เมื่อเทียบกับปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการเข้าไล่ซื้อพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติ
สำหรับค่าเงินสกุลหลักอื่นๆ อาทิ ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หลังจากเปิดตลาดที่ระดับ 1.3695 โดยได้แรงหนุนจากท่าทีของเฟดที่น่าจะคงนโยบายการเงินเป็นเวลานาน และมุมมองของ IMF ต่อเศรษฐกิจยูโรโซนที่ดีขึ้น หลังจากที่ IMF ปรับประมาณการเศรษฐกิจว่าน่าจะขยายตัวได้ 1.2% ในปี 2014 (เทียบกับการคาดการณ์ที่ 1% ในเดือน ม.ค.) อย่างไรก็ดี IMF มองว่าความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของยูโรโซน คือ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ช่วงปลายสัปดาห์เงินยูโรปรับขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดในรอบเดือนที่ประมาณ 1.3891 (ณ เย็นวันศุกร์)
ในส่วนของค่าเงินเยนมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนอย่างมาก โดยเปิดตลาดที่ระดับ 103.29 และปรับแข็งค่าขึ้นตามปฏิกิริยาของตลาดตอบรับความเห็นของผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น หลังการประชุมนโยบายการเงิน โดย คุโรดะแสดงความเห็นต่อตลาดว่า ญี่ปุ่นยังไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ณ ตอนนี้ แม้ว่าจะมีความท้าทายระยะสั้นอย่างการปรับขึ้นภาษีการบริโภค เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจจะสามารถปรับตัวในเชิงบวกได้ในระยะต่อไป ความเห็นดังกล่าวถือว่าขัดกับการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่าญี่ปุ่นต้องออกมากระตุ้นเศรษฐกิจไม่ช้าก็เร็ว ซึ่งทำให้มีการลงทุนใน Theme ซื้อดอลลาร์ขายเงินเยนไว้จำนวนมาก โดยหลังจากตลาดได้ย่อยความเห็นดังกล่าวไปแล้ว ทำให้มีแรงซื้อเงินเยนกลับอย่างหนัก และขายเงินเหรียญสหรัฐออกมา ส่งผลให้เงินเยนปรับแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วงปลายสัปดาห์เงินเยนยังอยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้นประมาณ 1.7% โดยช่วงปลายสัปดาห์เงินเยนปิดตลาดที่ระดับ 101.43 (ณ เย็นวันศุกร์)







