posttoday
ความโลภ ความกลัว เหยื่อ...แก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความโลภ ความกลัว เหยื่อ...แก๊งคอลเซ็นเตอร์

13 เมษายน 2557

เมื่อไม่นานมานี้ พนักงานโพสต์ทูเดย์ถูกแก๊ง คอลเซ็นเตอร์โทรมาแบบเรียงเบอร์

เมื่อไม่นานมานี้ พนักงานโพสต์ทูเดย์ถูกแก๊ง คอลเซ็นเตอร์โทรมาแบบเรียงเบอร์ ทำให้รู้เลยว่ามิจฉาชีพพวกนี้ไม่เคยตาย จับได้รายหนึ่ง อีกไม่นานก็มีรายใหม่โผล่มา และก็ยังมีอีกหลายคนที่หลงกลตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพพวกนี้

จริงๆ แล้ว พวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็มี “มุขเด็ด” สำหรับหลอกลวงเหยื่ออยู่ไม่กี่อย่าง โดยในคู่มือรู้รอบเรื่องการเงิน ตอนรู้รอบระวังภัย ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกไว้ว่า มุขเด็ดมุขเดิมที่มิจฉาชีพพวกนี้นำมาใช้จะมีพื้นฐานอยู่ 2 อย่าง คือ หลอกให้โลภ และ หลอกให้กลัว

หลอกให้โลภ

ประเภทแรก คือ ล่อหลอกให้เกิดความโลภ และเมื่อความโลภบังตา โอกาสเป็นเหยื่อก็อยู่ไม่ไกล โดย ธปท. รวบรวมมุขเด็ดที่หลอกล่อด้วยความโลภมาได้ 5 ข้อ ได้แก่

1. หลอกว่า ได้เงินภาษีคืน

วิธีการนี้ มิจฉาชีพจะโทรศัพท์เข้ามาแล้วอ้างตัวว่า เป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร แจ้งว่า เราได้รับภาษีเงินได้คืน แต่ที่สำคัญ คือ “วันนี้เป็นวันสุดท้าย” ที่จะได้สิทธิรับเงินภาษีคืน เพราะฉะนั้นอย่ารอช้า ต้องรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ ไม่อย่างนั้นก็อดหมดสิทธิได้เงินคืน

แล้วใครล่ะ จะไม่อยากได้เงินภาษีคืน

ถ้าอยากได้เงินภาษีคืน ก็ง่ายนิดเดียว แค่เดินไปที่ตู้เอทีเอ็ม จากนั้นก็ทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ กดปุ่มนั้นปุ่มนี้นิดเดียว... แต่แทนที่จะได้เงินภาษีคืน กลับกลายเป็นโอนเงินไปให้มิจฉาชีพเรียบร้อย

2. หลอกว่า คุณคือผู้โชคดี

ในบ้านเรามีรายการชิงโชค ชิงรางวัลกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งรางวัลใหญ่และรางวัลเล็ก และเมื่อเรากลายเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัล สิ่งที่แรกที่จะเกิดขึ้น คือ เราจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของเงินรางวัล หรือมูลค่าของสิ่งของที่ได้รับ

(แถมให้เป็นข้อมูลอีกนิดว่า หลังจากหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% แล้ว จะต้องนำมูลค่าของรางวัลที่ได้ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี เพื่อเสียภาษีเงินได้ตามฐานภาษีของแต่คนอีกอีกครั้งหนึ่งด้วย)

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% นี้เองที่เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำมาใช้ประโยชน์ โดยจะโทรศัพท์เข้ามาบอกว่า “คุณคือผู้โชคดี” ได้รับรางวัลจากบริษัท ซึ่งบางทีก็อาจจะบอกว่า เป็นบริษัทเปิดใหม่ ที่ไม่มีใครรู้จัก แต่อยากจะทำการตลาดให้คนรู้จัก หรือบางที ก็อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทใหญ่ ที่มีรายการ ชิงโชคอยู่จริงๆ

รางวัลที่ได้ก็มักจะเป็นรางวัลใหญ่ และแน่นอนว่า ก่อนที่จะได้รับรางวัลใหญ่ที่ว่านี้ก็ต้องจ่ายภาษีมาก่อนถึงจะมีสิทธิได้รางวัล เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะได้รางวัลก็ต้องโอนเงินภาษีไปให้มิจฉาชีพ แต่หลังจากโอนเงินไปให้ นอกจากจะไม่มีรางวัลให้ผู้โชคดีแล้ว ยังโชคร้ายกลายเป็นเหยื่อมิจฉาชีพไปเรียบร้อยแล้ว

3. หลอกว่า ได้เงินประกันชีวิตคืน

ถ้าอยู่ๆ มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันโทรศัพท์เข้ามาแจ้งข่าวร้ายว่า “ญาติของคุณเสียชีวิต” เราคงจะตกใจมือไม้อ่อน หูอื้อ ตาลาย คล้ายจะเป็นลม

แต่ก่อนที่จะเป็นลมล้มพับไป คนปลายสายจะบอกว่า มีข่าวร้ายยิ่งกว่านั้นอีก คือ “ญาติของคุณทำประกันชีวิตเอาไว้ ด้วยทุนประกันจำนวนมาก แต่น่าเสียดายที่ญาติของคุณขาดส่งเบี้ยประกันไปอีกนิดหน่อย ทำให้ไม่สามารถจ่ายสินไหมทดแทนให้คุณ ในฐานะผู้รับผลประโยชน์ได้”

แปลว่า เราจะอดได้รับเงินจำนวนมากจากบริษัทประกัน

แต่เป็นเพราะบริษัทประกันเห็นอกเห็นใจญาติ ผู้เสียชีวิต จึงจะทำเรื่องจ่ายเงินสินไหมทดแทนให้ แต่เราจำเป็นต้องโอนเงินค่าเบี้ยประกันที่ค้างอยู่เล็กน้อยนี้ไปให้บริษัทประกันเสียก่อน และแน่นอนว่า เมื่อโอนเงินไปแล้วจะมารู้ทีหลังว่า ข่าวดี คือ ไม่มีญาติคนไหนเสียชีวิต แต่ข่าวร้าย คือ ถูกมิจฉาชีพหลอกเงินไปเรียบร้อยแล้ว

4. หลอกว่า สามารถฝากงานบริษัทใหญ่ได้

วิธีการนี้มิจฉาชีพจะอ้างว่า เป็น “คนใหญ่คนโต” เช่น เป็นผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ หรือองค์กร ขนาดใหญ่ หรือไม่ก็อ้างว่า รู้จักคนใหญ่คนโต “มีเส้นสาย” ที่จะสามารถฝากงาน สามารถเป็นนายหน้าพาเข้าไปทำงานในบริษัทใหญ่ๆ หรือองค์กรใหญ่ๆ ได้ แค่เพียงจ่ายค่านายหน้า หรือค่าดำเนินการต่างๆ มาให้เรียบร้อย

ในกรณีแบบนี้ ไม่ใช่เฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์เท่านั้นที่เลือกใช้วิธีการแบบนี้ เพราะเคยมีคดีที่มิจฉาชีพลักษณะนี้เข้าไปหลอกลวงผู้เสียหายถึงหน้าประตูบ้านอยู่บ่อยๆ เช่น หลอกว่าสามารถฝากเข้าทำงานในหน่วยงานทหาร ตำรวจ ข้าราชการ หรือไม่ก็ช่วยวิ่งเต้นให้ได้โยกย้าย ให้ได้ตำแหน่งที่ ดีขึ้น

แต่หลังจากจ่ายเงินค่านายหน้าก้อนโต ก็ไม่มีใครได้เข้าทำงานได้อย่างที่ฝัน ไม่มีตำแหน่งที่อยากเป็น และไม่ได้โยกย้ายไปไหน ซึ่งหลายกรณีนอกจากเสียเงินแล้วยังต้องเก็บความเจ็บใจไว้คนเดียว เพราะอายจนไม่กล้าไปแจ้งความ

5. หลอกว่า เป็นนายหน้าหาสินเชื่อ

จริงๆ แล้ววิธีนี้คนเป็นเหยื่ออาจจะไม่ได้มีความโลภ แต่อาจจะเกิดจากความเดือดร้อนมากกว่า เพราะหลายคนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ เพราะมีประวัติการผิดนัดชำระ หรือค้างชำระเงินกู้ แต่ก็ไม่คิดจะไปใช้บริการเงินกู้นอกระบบ เพราะรู้ว่าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยมหาโหดแค่ไหน

แต่กลับมาถูกมิจฉาชีพในคราบคนดี ที่อ้างว่ารู้จักกับทนายความ หรือเจ้าหน้าที่ธนาคาร สามารถให้ความช่วยเหลือกับคนที่มีประวัติการเงินไม่ดี ไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ แต่เราต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมในการดำเนินการก่อน

ในเวลาเช่นนั้น คนที่กำลังเดือดร้อนทางการเงินก็คงต้องพยายามหาเงินมาจ่ายค่าธรรมเนียมที่ มิจฉาชีพบอกให้จ่าย เพื่อหวังจะได้เงินกู้ก้อนใหญ่ แต่ในที่สุดก็ไม่มีเงินกู้ แถมยังต้องเสียรู้มิจฉาชีพไปอีกต่างหาก

หลอกให้กลัว

ความโลภอาจจะใช้ไม่ได้กับคนบางคน มิจฉาชีพจึงเลือกที่จะใช้ “ความกลัว” หรือหลอกให้ตกใจ เพื่อให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่ง ธปท.รวบรวมมุขเด็ดที่อาศัยความกลัวมาฉกเงินของเราไปแบบไม่รู้ตัว

1. หลอกว่า เป็นหนี้บัตรเครดิต

วิธีการนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมจากเหล่ามิจฉาชีพ เพราะคนส่วนใหญ่กลัวการเป็นหนี้ และกลัวจะถูก “ขึ้นบัญชีดำ” ถ้าไม่ชำระหนี้

มิจฉาชีพจะโทรศัพท์เข้ามาอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน แล้วแจ้งว่า เราเป็นหนี้บัตรเครดิต นอกจากนี้ มิจฉาชีพบางรายอ้างว่า เราค้างชำระ ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ซึ่งต้องชำระภายในวันนี้ ไม่อย่างนั้นจะถูกขึ้นบัญชีดำ ถูกตัดน้ำ ถูกตัดไฟ

แม้แต่เหยื่อที่ไม่เคยมีบัตรเครดิตก็ถูกหลอกด้วยวิธีการนี้ได้เหมือนกัน เพราะถ้าเราเผลอเอ่ยปากบอกไปว่า ไม่เคยมีบัตรเครดิตกับธนาคารนี้มาก่อน มิจฉาชีพจะใช้กลลวงอีกชั้นหนึ่ง โดยบอกว่า ถูกคนอื่นนำข้อมูลไปสมัครบัตรเครดิตแน่นอน

แต่ไม่ว่า จะมีบัตรเครดิต หรือไม่มี ถ้าไม่จ่ายเงินวันนี้ ประวัติเครดิตจะเสีย จะต้องถูกขึ้นบัญชีดำ เพียงเท่านี้ คนขี้กลัวก็จะรีบออกไปจัดการโอนเงินเพื่อชำระหนี้ที่ไม่เคยมีอยู่จริง แล้วคนที่ได้รับเงินไป คือ มิจฉาชีพตัวร้าย

2. หลอกว่า บัญชีเงินฝากถูกอายัด

อีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากมิจฉาชีพ โดยจะอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน หรือบางทีก็บอกว่า โทรมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย แจ้งว่า บัญชีของเราถูกอายัดไปเรียบร้อยแล้ว แค่นี้เราก็ใจหายใจคว่ำ หมัดเด็ดต่อไปของมิจฉาชีพ คือ ขอให้เรายืนยันข้อมูลส่วนตัว

ถ้าเราไม่คิดหน้าคิดหลังรีบให้ข้อมูลจนหมดเปลือก ก็เข้าทางมิจฉาชีพ เพราะจากนั้นคนพวกนี้จะนำข้อมูลของเราไปทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ หรือไม่ก็ให้เราไปที่ตู้เอทีเอ็มทำรายการตามที่มิจฉาชีพสั่ง ซึ่งลงท้ายด้วยการโอนเงินในบัญชีไปให้มิจฉาชีพ

3. หลอกว่า โอนเงินผิด

มิจฉาชีพบางรายที่หลอกลวงข้อมูลทางการเงินของเราไปแล้ว หรือไปขโมยข้อมูลมาจากแหล่งอื่น และไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เมื่อสินเชื่อได้รับการอนุมัติสถาบันการเงินจะโอนเงินเข้าบัญชีเรา หรือไม่ก็เป็นเงินจากการทำผิดกฎหมายอื่นๆ โอนเข้ามา จากนั้นก็จะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรศัพท์มาบอกเราว่า มีการโอนเงินเข้ามาผิดบัญชี ขอให้เราโอนเงินคืน

ในกรณีที่เป็นสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เมื่อเราโอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว แต่ภาระหนี้ยังอยู่ที่เรา โดยที่เราไม่รู้ตัวว่า มีคนแอบอ้างไปก่อหนี้เอาไว้ หรือถ้าเป็นกรณีเงินผิดกฎหมาย เราอาจจะถูกจับในฐานะที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้นก็ได้

เพราะฉะนั้นถ้ามีเงินโอนเข้ามาจากไหนก็ไม่รู้ สิ่งที่เราต้องทำ คือ ไปแจ้งความ ทันที

4. หลอกว่า พัวพันการค้ายาเสพติด

กรณีนี้จะคล้ายกับกรณีก่อนหน้านี้ เพียงแต่ครั้งนี้จะอ้างว่า เป็นตำรวจที่ตรวจพบว่า มีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดโอนเงินเข้าบัญชีเรามา หรือไม่ก็บัญชีของเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ค้ายาเสพติด เพราะฉะนั้นเราจะต้องโอนเงินกลับไปให้ ไม่อย่างนั้นจะถูกอายัดบัญชี หรือถูกจับดำเนินคดีในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด

5. หลอกว่า ข้อมูลส่วนตัวหายไป

มิจฉาชีพจะอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่า ข้อมูลทางการเงินของเราหายไปจากระบบ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องแจ้งข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขที่บัตรประชาชน เลขบัญชี รหัสเอทีเอ็ม ไม่อย่างนั้นธนาคารจะไม่มีข้อมูลของเรา ธนาคารจำเป็นต้องอายัดบัญชี และเมื่อเราแจ้งข้อมูลไปแล้ว ก็เตรียมตัวเงินเกลี้ยงบัญชีได้เลย

แต่ไม่ว่ามิจฉาชีพจะมามุขไหน ไม่ว่าจะทำให้โลภ หรือทำให้ตกใจ ถ้าเรามีสติ คิดให้รอบคอบว่า ข้อมูลที่ได้รับมีความเป็นไปได้แค่ไหน ไม่ให้ข้อมูลใดๆ และไม่ทำรายการทางการเงินตามที่คนพวกนี้สั่งให้ทำ เพียงเท่านี้ก็น่าจะรอดปลอดภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้แล้ว

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี