
จับตาทิศทางเศรษฐกิจในสถานการณ์อินโดฯผลัดใบ
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
อินโดนีเซียกำลังจะจัดเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 9 เม.ย. และนำไปสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน ก.ค. หลังประธานาธิบดีคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งครบ 2 สมัยแล้ว
เท่ากับว่า อินโดนีเซียจะมี “ผู้นำคนใหม่” ในโมงยามที่กำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ใครเป็นตัวเก็งบ้าง แนวนโยบายเป็นอย่างไร ล้วนเป็นสิ่งที่ไทยต้องจับตา
วิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ณ กรุงจาการ์ตา บอกว่า ผู้ที่เป็นขวัญใจของชาวจาการ์ตาและคนอินโดนีเซียในปัจจุบัน คือ โจโค วิโดโด หรือ โจโควี ผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตาในขณะนี้ ที่ล่าสุดได้รับการเสนอชื่อโดย เมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยอินโดนีเซียแห่งการต่อสู้ (PDIP) ให้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โพลคาดว่าเขาจะได้รับเลือกถึงประมาณ 30% ส่วนคู่แข่งที่สำคัญ คือ ปราโบโว ซูเบียนโต จากพรรคขบวนการอินโดนีเซียยิ่งใหญ่ (Gerindra) ซึ่งเป็นบุคคลที่ชาวรากหญ้าให้การสนับสนุน
อินโดนีเซียมีนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ ตามแผนเศรษฐกิจ MP3EI ซึ่งเน้นนโยบายการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้ง มีกระแสปกป้องเศรษฐกิจในลักษณะกีดกันทางการค้ามากขึ้น รวมถึงมีนโยบายลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น เช่น กระทรวงการค้าออกกฎหมายการค้าฉบับล่าสุดในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีผลทำให้รัฐบาลพยายามสร้างสมดุลของการนำเข้าและส่งออกมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เชิญชวนให้ต่างประเทศมาลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่ม
อีกทั้งขณะนี้อินโดนีเซียผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น โดยมีนโยบายที่สำคัญ คือ รถยนต์ราคาถูกและรักษาสิ่งแวดล้อม (Low Cost Green Car ModelsLCGC) เพื่อส่งเสริมให้คนใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การส่งออกชิ้นส่วนจากไทยลดลง ประกอบกับการย้ายฐานของบริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยบางรายที่ตามบริษัทแม่มายังอินโดนีเซีย
ทว่า ปัญหาที่สำคัญของอินโดนีเซีย คือ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดแคลน ค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ที่สูงถึง 30% และปัญหาคอร์รัปชั่น หากปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไข อินโดนีเซียจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ และยังมีการลงทุนจากต่างประเทศอีกจำนวนมากที่ไหลมายังอินโดนีเซีย
สคร.จาการ์ตา พยายามส่งเสริมธุรกิจบริการของไทย เช่น ร้านอาหาร สปาไทย คลินิกเสริมความงาม ค้าปลีก รวมทั้งผลักดันให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ และอาหารที่มีศักยภาพในตลาดอินโดนีเซียมากขึ้น
นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 811 พ.ค. จะจัดงานไทยแลนด์ วีก ที่ร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าแกรนดาเรีย ซิตี้ ในจาการ์ตา เพื่อส่งเสริมการขายสินค้าที่มีแบรนด์ของไทย รวมถึงจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจให้แก่ผู้ส่งออกไทย
เพื่อนบ้านอาเซียนที่สนใจเข้าไปค้าขายและลงทุนในอินโดนีเซีย คือ สิงคโปร์ รองลงมาคือ มาเลเซีย ส่วนมากลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่ ปาล์มน้ำมัน ถ่านหิน อสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ไทยยังอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมือง ทำให้มีโอกาสที่นักลงทุนรายใหม่อาจหันไปสนใจตลาดอินโดนีเซียและพม่าแทน
นิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานสภาธุรกิจไทยอินโดนีเซีย มองว่า ผู้นำใหม่เป็นความหวังที่จะทำให้ประเทศเดินไปในทางบวก ปัจจุบันการบริหารงานยังไม่ดีนัก เป็นแบบวันต่อวันและค่อนข้างล่าช้า ประธานาธิบดีคนใหม่จึงน่าจะทำให้นโยบายต่างๆ ชัดเจนขึ้น และผลักดันให้การทำงานรวดเร็วขึ้น รวมถึงปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการค้าการลงทุน และไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำคนใหม่ก็น่าจะยังสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม ผู้นำใหม่ต้องเร่งจัดการความท้าทายหลักๆ โดยแสดงให้เห็นถึงการต่อยอดจากสิ่งเดิมที่ทำอยู่ให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันมีส่วนทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น รวมถึงความพยายามปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นจริง จากที่มีแผนชัดเจนแล้ว
“ไม่อยากให้ผู้ประกอบการไทยกังวล ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ สิ่งที่ควรทำ คือ เริ่มต้นเข้าไปศึกษา สำรวจตลาดอย่างจริงจัง เพราะตลาดอินโดนีเซียมีกำลังซื้อมากจริงๆ แต่ผู้ประกอบการไทยยังไม่ค่อยกล้า นอกจากนี้ คนไทยยังควรให้ความสำคัญกับเรื่องวัฒนธรรม คนอินโดนีเซียชอบคนไทย และเราสองประเทศมีนิสัยคล้ายๆ กัน เช่น เคารพผู้ใหญ่ นอบน้อม น่าจะใช้ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์”







