posttoday
กรณีศึกษาความรับผิดทางอาญาของกรรมการรัฐวิสาหกิจ (ตอน 2)

กรณีศึกษาความรับผิดทางอาญาของกรรมการรัฐวิสาหกิจ (ตอน 2)

08 เมษายน 2557

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เขียนถึงกรณีศึกษาความรับผิดของกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 1 คำพิพากษาฎีกาที่ 3509/2549 กรณีการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการที่สั่งไม่ฟ้องคดีหมิ่นประมาทที่เอกชนร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามเป็นเนื้อเดียวกัน ผมจะขอย้อนข้อความในกรณีตัวอย่างครั้งที่แล้วในวงเล็บตามนี้ครับ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เขียนถึงกรณีศึกษาความรับผิดของกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 1 คำพิพากษาฎีกาที่ 3509/2549 กรณีการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการที่สั่งไม่ฟ้องคดีหมิ่นประมาทที่เอกชนร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามเป็นเนื้อเดียวกัน ผมจะขอย้อนข้อความในกรณีตัวอย่างครั้งที่แล้วในวงเล็บตามนี้ครับ

“ข้อเท็จจริงปรากฏว่า พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ในกรณีที่หนังสือพิมพ์ ด. ซึ่งผู้ต้องหาเป็นเจ้าของและเป็นบรรณาธิการลงข้อความเป็นความเท็จ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนการสอบสวนในคดีร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ ย่อมรู้ดีว่าผู้ต้องหาทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่น แต่วินิจฉัยสั่งคดีว่า ผู้ต้องหาทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของโจทก์ และมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยย่อมมีอิสระที่จะใช้อำนาจวินิจฉัยสั่งการตามความเห็นของตนได้โดยไม่มีการอ้างได้ว่าการใช้ดุลพินิจไปในทางใดเป็นการชอบหรือมิชอบ เพราะการใช้ดุลพินิจในกรณีเดียวกัน พนักงานอัยการอาจวินิจฉัยคดีไปคนละทางได้

อย่างไรก็ดี การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งคดีของพนักงานอัยการทุกคนจะต้องอยู่ภายในขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย การใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายในที่นี้คือ การใช้ดุลพินิจที่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจ”

สำหรับในสัปดาห์นี้ ผมขอพาท่านผู้อ่านติดตามต่อกับกรณีดังกล่าว และข้อสังเกตที่ผมได้ให้ไว้ดังต่อไปนี้

การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยที่มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ทั้งที่หนังสือพิมพ์ ด. ซึ่งผู้ต้องหาเป็นเจ้าของและเป็นบรรณาธิการลงข้อความเป็นความเท็จ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในกรณีนี้ เป็นการใช้ดุลพินิจที่มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แต่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ จึงเกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย และในฐานะที่จำเลยเป็นข้าราชการอัยการขั้นสูง จำเลยย่อมทราบดีถึงเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการ การใช้ดุลพินิจผิดกฎหมายในกรณีนี้ จำเลยเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการมิชอบและยังเห็นได้อีกว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหาย

ข้อสังเกต:

1) คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ได้วางหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานซึ่งควรรวมถึงกรรมการรัฐวิสาหกิจ ว่า การใช้ดุลพินิจต้องอยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญูญูชนยอมรับได้ หลักการเรื่องวิญญูชนขอให้เทียบเคียงหลักการใช้ความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนในการประกอบธุรกิจตามกฎหมายหลักทรัพย์

2) โปรดศึกษาเทียบเคียงกับคำพิพากษาฎีกาที่ 7663/2543 ที่ศาลตัดสินลงโทษอธิบดีอัยการในการใช้ดุลพินิจในการเสนอเลื่อนตำแหน่ง แต่งตั้งพนักงานอัยการโดยไม่ใช้ระบบอาวุโสถึง 3 ครั้ง โดยถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ

3) ปัจจุบันรัฐธรรมนูญไทยได้มีบทบัญญัติรับรองอำนาจดุลพินิจการสั่งฟ้องคดีของอัยการให้เป็นการเด็ดขาด หากมีการฟ้องคดีในปัจจุบัน ผลของคดีอาจแตกต่างกันได้ แต่มีผู้แย้งว่าถึงมีรัฐธรรมนูญรองรับ การใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบก็ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครอง ดังนั้นการจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องจึงควรมีการปรึกษาหารือกัน อยู่บนข้อมูลที่เพียงพอและสมเหตุสมผล ข้อเท็จจริงเหล่านี้ก็จะช่วยให้พิจารณาดูว่าชอบหรือไม่ชอบสมเหตุสมผลหรือไม่ครับ

ในสัปดาห์หน้า มาติดตามกับตัวอย่างที่ 2 ของกรณีศึกษาความรับผิดของกรรมการรัฐวิสาหกิจกันต่อครับ

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี