
เปิดมุมมองนักเขียนบทรู้จักเพื่อนบ้าน"อย่ามโน"
หนึ่งในพลังอ่อนละมุนที่ทรงพลานุภาพ คือ “ภาพยนตร์” ซึ่งสามารถเชื่อมร้อยผู้คนต่างชาติ ต่างภาษา
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
หนึ่งในพลังอ่อนละมุนที่ทรงพลานุภาพ คือ “ภาพยนตร์” ซึ่งสามารถเชื่อมร้อยผู้คนต่างชาติ ต่างภาษา เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านการทูตเชิงวัฒนธรรม
ขณะที่ภาพยนตร์จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ “นักเขียนบท” ที่เป็นต้นทางของเรื่องราว กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมภาพยนตร์และวีดิทัศน์อาเซียน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมหนังของไทยและอาเซียน โดยนำ 5 นักเขียนบทหนังในอาเซียนที่ผ่านการคัดเลือกจากทั้งหมด 45 เรื่อง จาก 8 ประเทศ ยกเว้นบรูไน มาเวิร์กช็อปและลงพื้นที่ในจังหวัดที่สนใจ เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับเขียนบทหนังที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเพื่อนบ้านในแง่มุมต่างๆ ทั้งด้านที่ดีและปัญหาอุปสรรค
น่าสนใจว่า การมาเมืองไทยทำให้นักเขียนบทเหล่านี้รู้จักเมืองไทยจริงๆ ไม่ใช่เขียนแบบ “มโน” หรือคิดไปเองต่างๆ นานา และหลายคนมีแนวคิดปรับเปลี่ยนบทหลังจากได้ลงพื้นที่จริง
ซัน โค นักเขียนบทจากสิงคโปร์ เล่าว่า สนใจเมืองไทย เพราะเห็นข่าวการผลักดันกฎหมายแต่งงานของคนเพศเดียวกัน แตกต่างจากสิงคโปร์ที่ทำไม่ได้ จึงคิดจะเขียนบทเรื่อง The Wedding Proposal เป็นเรื่องราวของคู่รักสาวชาวไทยและสิงคโปร์ที่เตรียมแต่งงานที่ จ.เชียงใหม่ แต่พอเดินทางมาแล้วรัฐบาลไทยกลับประกาศยุบสภา กฎหมายนี้เลยต้องเลื่อนไม่มีกำหนด
แรงบันดาลใจมาจากตัวเธอกับแฟนสาวชาวมาเลเซียตัดสินใจย้ายไปสวีเดน เพื่อจะแต่งงานและอยู่ด้วยกันอย่างถูกกฎหมาย เพราะทั้งในสิงคโปร์และมาเลเซียยังทำไม่ได้ แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็เผชิญกับการดูถูก จึงตัดสินใจกลับสิงคโปร์ และตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม
“รู้สึกประหลาดใจมาก เดิมทีคิดว่าจะหาคนให้สัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะนี่เป็นเรื่องส่วนตัวที่อาจไม่มีใครอยากเปิดเผย แต่เมื่อลงพื้นที่จริงใน จ.เชียงใหม่ พบว่า คนรักเพศเดียวกันในไทยไม่ต้องหลบซ่อน สามารถทำงานมีหน้ามีตา มีฐานะดี และเปิดเผยในสังคมได้ จึงกลายเป็นว่ามีจำนวนคนอยากให้ข้อมูลมากเกินกว่าที่ต้องการเสียอีก อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ การอยู่ร่วมกันระหว่างคู่รักเพศเดียวกันและการดำรงความเป็นครอบครัวของชาวสีรุ้งในไทย”
อานีไซ แก้วลา จากลาว ผู้เขียนบทเรื่อง On the Other Side กล่าวว่า บทหนังเรื่องนี้จำลองความสัมพันธ์ระหว่างไทยลาว ที่ยังมีอคติต่อกันอยู่ แม้จะมีภาษาและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน โดยนำเสนอผ่านปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง
หลังจากลงพื้นที่แล้วอาจจะต้องปรับเปลี่ยนหลายๆ ส่วน อย่างเดิมทีจะใช้ฉากของเรื่องที่สามเหลี่ยมทองคำ แต่ตอนนี้พัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจมากแล้ว ไม่ได้มีกลิ่นอายของความลึกลับเหมือนเมื่อก่อน รวมถึงรูปแบบการค้ามนุษย์ก็เปลี่ยนไป มีสถานบริการหลากหลายเกิดขึ้น ทั้งคาราโอเกะ ร้านนวด ซึ่งก็ไม่ได้กักขังผู้หญิงเหมือนที่จินตนาการไว้ตอนแรก แต่หลายคนก็มาด้วยความเต็มใจ
เรื่องนี้สะท้อนเรื่องราวของคนจากสองฝั่งแม่น้ำโขงที่มองคนอีกฝั่งหนึ่งผ่านแว่นตาของตัวเอง แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป ทั้งสองคนต้องเรียนรู้ที่จะมองตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่าย และเรียนรู้ที่จะไว้ใจกันและกัน ตั้งใจที่จะเขียนและกำกับหนังเรื่องนี้ให้เป็นหนังไทยลาว ที่ทำโดยคนลาว
มิน ติน โก โก ยี ผู้เขียนบทเรื่อง Love One Another จากพม่า กล่าวว่า หนังเรื่องนี้เตรียมถ่ายทำในเดือน มิ.ย. โดยใช้ทุนสร้างจากบริษัทพม่า และได้ติดต่อดาราไทย คือ ใหม่ดาวิกา โฮร์เน่ เอาไว้แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของสาวไทยและหนุ่มพม่า เน้นฉากที่รัฐฉานและกรุงเทพฯ ใช้วัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมระหว่างสองชาติ
“ผมลงพื้นที่ในกรุงเทพฯ และอยุธยา ซึ่งทำให้ผมรู้สึกเสียใจกับประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและพม่า จึงต้องการใช้หนังเรื่องนี้แทนคำเสียใจในสิ่งที่เคยเกิดขึ้นระหว่างกัน”
ส่วน อิฟาน อิสมาอิล เจ้าของเรื่อง A Fishy Adventure จากอินโดนีเซีย บอกว่า มองความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินโดนีเซียผ่านความขัดแย้งทางทะเล จึงคิดพล็อตเรื่องแนวแอ็กชั่น โดยลงพื้นที่ใน จ.สมุทรสาคร กระบี่ ระนอง ทำให้ได้ข้อมูลการทำประมงทั้งขนาดใหญ่และพื้นบ้าน ที่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับการทำประมงในอินโดนีเซีย
ยูนิเวอร์ส โบลโดซา ผู้เขียนบทเรื่อง Invisible Animals ชาวฟิลิปปินส์ บอกว่า คนฟิลิปปินส์และคนไทยมีความเชื่อเต็มไปหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผูกพันกัน แต่เพราะคนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนไทยนับถือศาสนาพุทธ การลงพื้นที่จึงพยายามหาจุดบรรจบระหว่างความเป็นคริสต์และพุทธ ซึ่งพบว่าคนไทยเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก ทำให้ได้เรียนรู้ว่าอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ







