
‘Sensory Marketing’ตลาดเจนฯ Y-Z
โครงสร้างประชากรทั้งโลกค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย โดยมีพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ ความรู้ความสามารถ ค่านิยม และการบริหารที่แตกต่างกันออกไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง สงคราม สังคม เศรษฐกิจในช่วงนั้นเป็นแรงผลักดัน ซึ่งทางโลกตะวันตกจึงได้จัดแบ่งกลุ่มคนออกเป็นยุคสมัย (Generation) และเป็นที่นิยมใช้กันไปทั่วโลกด้วย
โครงสร้างประชากรทั้งโลกค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย โดยมีพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ ความรู้ความสามารถ ค่านิยม และการบริหารที่แตกต่างกันออกไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง สงคราม สังคม เศรษฐกิจในช่วงนั้นเป็นแรงผลักดัน ซึ่งทางโลกตะวันตกจึงได้จัดแบ่งกลุ่มคนออกเป็นยุคสมัย (Generation) และเป็นที่นิยมใช้กันไปทั่วโลกด้วย
ผู้คนในโลกใบนี้แบ่งออกเป็น 8 ยุค ยุคแรกเกิดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เสียชีวิตไปหมดแล้ว เรียกว่า Lost Generation ยุคที่สองเรียกว่า Greatest Generation หรือยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มีการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้คนจึงจริงจังในการใช้ชีวิต ยุคที่สามเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ค่อยมีคนแต่งงาน คนเกิดน้อย คนจงรักภักดีต่อชาติ
ยุคที่ 4 รู้จักกันดี คือ Gen B (Baby Boomer) เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกสงบ คนจึงแต่งงานและมีบุตรกันมาก เป็นช่วงขยัน ทำงานเก็บเงินอดออม ซึ่งเป็นยุคของคนชราในปัจจุบันอย่างแท้จริงยุคที่ 5 คือ Gen X ยุคปัจจุบันของคนวัยกลางคน 3550 ปี เป็นยุคแห่งความมั่งคั่ง เป็นโลกของธุรกิจเป็นช่วงที่ผู้คนมีความสุขมากที่สุด มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมีความคิดสร้างสรรค์ ผ่านประสบการณ์ชีวิตต่างๆ มากมาย ยุคที่ 6 หรือยุค Gen Y เป็นโลกของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต เป็นเด็กวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น (2035 ปี) เป็นคนมองโลกสวยแต่ขาดความอดทน ยุคที่ 7 หรือ Gen Z คือ วัยเด็กในปัจจุบัน เติบโตมากับความสะดวกหาความรู้จากเทคโนโลยีรอบตัวเองได้รวดเร็ว
และกลุ่มสุดท้ายคือ Gen C คือเผ่าพันธุ์ผสมระหว่าง Baby Boomer และ GenX ที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองหันมาสนใจเทคโนโลยีมากขึ้น เรียกว่า ผู้อพยพแห่งยุคดิจิตอล ในขณะที่ Gen Y และ Z อาศัยในโลกดิจิตอลอยู่แล้วจึงเป็นชนพื้นเมืองดิจิตอล(Digital Natives)
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังไล่ล่าผู้อพยพที่เป็น X และ Baby Boomer เมื่อโลกเราก้าวเข้าสู่ยุค YZ Generation ที่มีอำนาจซื้อมากขึ้น Gen Y เป็นวัยที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน มีนิสัยชอบแสดงออก เป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบอยู่ในกรอบและเงื่อนไข เก่ง IT และการสื่อสาร ทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกันแต่เป็นผู้บริโภคที่ใจร้อนต้องการเห็นผลสำเร็จอย่างรวดเร็วเพราะเชื่อในศักยภาพของตนเอง
ส่วน Gen Z ยังเป็นเด็กมักถูกเรียกติดปากว่า “เด็กแนว” ครอบครัวจะดูแลพิเศษเข้มงวดต่อสิ่งยั่วยุ มอมเมา ยาเสพติด เอดส์ สุรา ทีวี เกมส์ พฤติกรรมก้าวร้าว ตลอดจนการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันสมควร Gen Z ให้ความสำคัญกับไอทีและภาษาอังกฤษ รักอิสระและอยากเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก จากงานวิจัยพบว่าทั้งสอง Gen นี้มีความภักดีต่อแบรนด์ต่ำกว่า Gen อื่นๆ ถึง 40%และพบว่า Gen YZ ไม่ค่อยมีความสุขกับชีวิตสักเท่าไหร่เพราะเป็น Generation ที่มีความคาดหวังสูงเกินไป พ่อแม่ไม่ค่อยสอนให้รอคอยและรู้จักพอ
พฤติกรรมของ Gen YZ อาจดูเลวร้ายและทำการตลาดยากขึ้นแต่ในฐานะนักการตลาดต้องยอมรับและปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมเหล่านี้ให้ได้ดังนี้
“ฉันไม่ยอมรับที่จะผิดหวัง” So!!! อย่าทำให้สินค้าเป็นที่ผิดหวัง ถ้าครั้งเดียว ตาย!!!
“ฉันไม่อดทนกับอะไรที่ฉันไม่ชอบ” So!!! อย่ายัดเยียดการโฆษณา ถ้าครอบงำจะหนีทันที
“ฉันจะไม่รออะไรทั้งนั้น” So!!! ต้องตอบสนองได้รวดเร็ว ถ้าช้าเพียงนิดเดียวฉันพร้อมจะจากไป
“โลกของฉันอยู่ใน Social Network” So!!! ต้องเลือกสื่อให้ตรงกลุ่ม แปลกใหม่ ถ้าทื่อๆ เหมือนเดิม...จบ
“ฉันเป็นคนขี้เบื่อเอามากๆ และยังขี้เกียจเอามากๆด้วย So!!! อย่าตื้อ ไม่ชอบ”
กลยุทธ์การตลาดใน Generation YZ จึงต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สินค้าที่เจาะกลุ่มนี้ได้ต้องดีไซน์อย่างมีคุณภาพ โดดเด่น สวยงาม สะดุดตา มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีสีสันชวนให้น่าสนใจและตื่นเต้น มีรสชาติและกลิ่นที่เหมาะสมสอดคล้องกับวัย เสียงเพลง ทำนอง โทนการพูดและข้อความการสื่อสารที่น่าประทับใจการตลาดจึงต้องใช้ประสาทสัมผัสทุกประการ (Sensory Marketing) ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในการสื่อสารครบทุกช่องทางโดยเน้นใช้สื่อดิจิตอลเป็นหลัก การได้รับรู้และสัมผัสจะนำไปสู่ความพึงพอใจ สร้างความคุ้นเคย และเชื่อมั่นต่อแบรนด์จนโตไปในอนาคตการตลาดในยุค YZ จึงห้ามหยุดนิ่ง แต่ควรศึกษาวิจัย รูปแบบสินค้า ตลาดใหม่ สถานที่จำหน่ายที่สะดวกซื้อ ตลอดจนโปรโมชั่นที่เอาอกเอาใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง







