
เส้นทางสู่ดิจิตอลแบงก์กิ้งอันดับ 1 ของกสิกรไทย
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
ความนิยมในการใช้ธนาคารออนไลน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของคนไทยสะท้อนผ่านผลการสำรวจล่าสุดของมาสเตอร์การ์ด เกี่ยวกับการช็อปปิ้งออนไลน์ ว่า นักช็อปชาวจีนและไทยจำนวนเกินครึ่งจับจ่ายซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือ พบว่า ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศจีน 59.4% ไทย 51.2% อินเดีย 47.1% และอินโดนีเซีย 46.7%
การช็อปปิ้งผ่านโทรศัพท์มือถือในไทยนั้น ความสะดวกสบายมีความสำคัญสำหรับชาวไทยค่อนข้างมากถึง 59.8% ตามด้วยจำนวนแอพพลิเคชั่นช็อปปิ้งออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น 51% และที่น่าแปลกใจก็คือ ผู้บริโภคชาวไทย 61.4% ชื่นชอบการช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านคอมพิวเตอร์มากกว่าการซื้อของในร้านค้าปกติร่วม 51.6% ช็อปปิ้งด้วยแท็บเล็ต 40.1%
ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ธนาคารกสิกรไทยได้เปิดยุทธศาสตร์ที่จะผลักดันให้ธนาคารเป็น “Main Operating Bank” ภายใน 3 ปี โดยทุ่มงบพัฒนาไอทีไปแล้วกว่า 1,472 ล้านบาท ในการวางรากฐานโครงสร้างการบริหารงาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ และการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยในการทำธุรกรรม
ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า จากกระแสด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโมบายแบงก์กิ้งที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ธนาคารประเมินว่าภาพรวมยอดธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิตอล แบงก์กิ้ง ของธนาคารในปีนี้จะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 30% จากฐานยอดธุรกรรม ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ที่ 420 ล้านรายการ คิดเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยธุรกรรมที่คาดว่าจะเติบโตเป็นอันดับ 1 คือ การโอนเงิน รองลงมาเป็นการเติมเงินและจ่ายบิล
“ในปีนี้ธนาคารมีแผนจะใช้งบราว 400500 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบไอทีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตอบสนองแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคและธุรกิจในปัจจุบันที่เริ่มสนใจใช้งานเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลรูปแบบใหม่และล้ำสมัย เช่น โซเชียลมีเดีย การใช้สมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวัน การจัดเก็บข้อมูลบน Cloud และการหาข้อมูลบนเครือข่ายสังคมออนไลน์มาต่อยอดของภาคธุรกิจ” ธีรนันท์ กล่าว
นอกจากนี้ ธนาคารยังได้จัดตั้งฝ่ายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านนวัตกรรมโดยเฉพาะ มีเจ้าหน้าที่กว่า 100 คน ทำหน้าที่วางแผนและพัฒนาบริการด้านดิจิตอลแบงก์กิ้ง ทีมงานด้านการตลาดเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทีมงานพัฒนาระบบเพื่อรองรับบริการใหม่ๆ และคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมผู้บริโภค สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
ขณะเดียวกัน จะมีการปรับปรุงระบบไอทีเพื่อป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพ โดยมีทีมงานดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เรียกว่าฝ่ายบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการและจัดการการทุจริต หรือทีม Fraud Management และมีทีม Call Center คอยให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา และรับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้า
ธีรนันท์ ระบุว่า ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าที่ใช้บริการ KMobile Banking และ KCyber Banking รวม 2.59 ล้านราย คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ที่ 28% โดยปีที่ผ่านมามีลูกค้ารายใหม่ที่สมัครเข้า ใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 51% และคาดว่าปีนี้จะเติบโตใกล้เคียงกัน เนื่องจากขณะนี้ลูกค้า 70% ที่มาเปิดบัญชีใหม่กับธนาคารจะสมัครใช้บริการดิจิตอลแบงก์ทันที
“ช่องทางที่เติบโตเร็วที่สุดในเวลานี้คือ โมบาย แบงก์กิ้ง ที่โตถึง 67% ขณะที่อินเทอร์เน็ตโตขึ้น 34% ในจำนวนนี้จะมีอยู่ 20% ที่ใช้ทั้งอินเทอร์เน็ตและโมบาย ส่วนปริมาณธุรกรรมผ่านสาขาทั่วไป็ยังเติบโตได้อยู่ที่ 10% ทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมน่าจะยังเติบโตได้ดี” ธีรนันท์ กล่าว







