
รอการชี้นำจากปัจจัยการเมือง
ตลาดหุ้นในช่วงระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา ความผกผันเริ่มเกิดขึ้น เหตุผลที่ชัดเจนก็คือ นักลงทุนต่างประเทศไม่ได้เป็นผู้ซื้อสุทธิ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ เพราะกรณีการมองภาพใหญ่ จะพบว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงยังไม่เกิดขึ้น ปัญหาก็คือ นักวิเคราะห์โดยส่วนใหญ่มีการปรับลดการคาดการณ์ทั้ง GDP และกำไรบริษัทจดทะเบียนลง
ตลาดหุ้นในช่วงระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา ความผกผันเริ่มเกิดขึ้น เหตุผลที่ชัดเจนก็คือ นักลงทุนต่างประเทศไม่ได้เป็นผู้ซื้อสุทธิ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ เพราะกรณีการมองภาพใหญ่ จะพบว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงยังไม่เกิดขึ้น ปัญหาก็คือ นักวิเคราะห์โดยส่วนใหญ่มีการปรับลดการคาดการณ์ทั้ง GDP และกำไรบริษัทจดทะเบียนลง
ปัญหาที่กำลังพิจารณากันก็คือ การเมืองจะยืดเยื้อเท่าไร เพราะกรณีการตั้งสมมติฐานว่า การเริ่มขับเคลื่อนทางการเมืองเกิดขึ้นตั้งแต่กลางปีหรือปลายปี จะทำให้ผลลัพธ์ทางตัวเลข GDP จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น กรณีการเมืองเริ่มชัดเจนตั้งแต่กลางปี คาดการณ์ว่า GDP น่าจะได้สัก 23% ในปี 2557 แต่กรณีการเมืองชัดเจนปลายปีหรือต้นปีหน้า GDP ในปี 2557 อาจจะไม่มีการเติบโต ซึ่งแน่นอนการคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นก็น่าจะเปลี่ยนแปลง และก็แปลว่า เป้าหมายของ SET Index ก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น จากสมมติฐานปัจจุบันกรณี GDP โตระดับ 23% กำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้โตกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 710% โดยส่วนใหญ่นักวิเคราะห์จะตั้งเป้าหมาย SET Index ไว้ที่ 1,4001,500 แล้วแต่น้ำหนักการให้มูลค่าเท่า P/E ของแต่ละสำนักวิจัย แต่กรณีสมมติฐานเปลี่ยนแปลง การเมืองยืดเยื้อถึงปลายปี GDP อาจจะโตไม่ถึง 1% หรือไม่โต กำไรบริษัทจดทะเบียนก็อาจจะไม่โตเท่าที่คาดไว้ เพราะฉะนั้น กรอบสูงสุดของ SET Index ก็น่าจะอยู่ที่ตัวเลข 1,350 จุด โดยประมาณ
ฉะนั้น เราจึงเห็นความสำคัญของความชัดเจนทางการเมือง ได้ส่งผลมาถึงการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในปีนี้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามองถึงอดีตก็จะพบว่า หลายครั้งที่เราคาดว่าไม่มีทางออกทางการเมือง และคิดว่าน่าจะถึงทางตันสำหรับการเมืองไทย แต่อยู่ๆ ก็มีทางออกมาอย่างไม่คาดคิด จึงน่าจะมองได้ว่า สำหรับการเมืองไทย คงไม่สามารถคาดการณ์ได้ และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคำตอบ ถ้ามีคำถามว่า เมื่อไรเรื่องของการเมืองจะยุติ?
สิ่งที่จะนำเสนอในเชิงกลยุทธ์ก็คือ ในเมื่อเราไม่สามารถคาดการณ์ในปัจจัยที่เป็นปัจจัยสำคัญและเป็นตัวแปรของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นไทยได้ จึงต้องกำหนดกลยุทธ์ซึ่งเคยนำเสนอว่า กรณี SET Index ไม่ต่ำกว่า 1,3501,360 ก็ยังเน้นการถือครองหุ้น แต่กรณีมีการเคลื่อนไหวต่ำกว่า ก็คงต้องหาทางขายเพื่อลดพอร์ตการลงทุนไปก่อน โดยที่มาที่ไปของตัวเลขดังกล่าว นอกจากนัยสำคัญของการเป็นแนวรับในเชิงของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ก็ยังเป็นการตอกย้ำของแนวคิดของการตั้งสมมติฐานทางการเมือง แปลว่า กรณีราคาถดถอยลง ก็คาดว่าปัจจัยการเมืองน่าจะแรงขึ้น และการตั้งกรอบสูงสุดของ SET Index ก็น่าจะมีการปรับตัวลดลง ตามรายละเอียดที่กล่าวไว้ในข้างต้น
กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจในระยะสั้น จะเป็นการเลือกหุ้นเป็นรายตัวมากกว่าการมองเป็นรายกลุ่ม และประเมินว่าในระยะ 1 เดือน ที่ทิศทางของ SET Index ยังไม่ชัดเจน หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่ากลุ่มเดินเรือ น้ำตาล ถ่านหิน (มาช้าที่สุด แต่อาจจะมาไกล) น่าจะเป็นกลุ่มที่ยังเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (พิจารณากราฟจะพบว่า เป็นการเคลื่อนไหวของ BANPU ซึ่งเป็นหุ้นที่เคลื่อนไหวแย่กว่าตลาดมาก แต่ยังเป็นมุมที่อยู่ในสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งยังคาดว่าแม้เป็นหุ้นที่แย่กว่าตลาดมากๆ ยังเป็นจุดต่ำในระยะกลาง ซึ่งก็น่าจะสนใจในการลงทุน) เพราะฉะนั้น หุ้นเหล่านี้น่าจะเป็นกลุ่มหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวที่ดีกว่าตลาดในระยะเดือน
บทสรุป ในมุมมองของบทความสัปดาห์นี้ จะพบว่าตลาดปรับฐานตามที่คาดไว้ในบทความฉบับก่อน แต่อย่างไรก็ตาม การปรับฐานครั้งนี้จะแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยการเมือง ซึ่งไม่มีใครที่สามารถคาดการณ์ได้ จึงนำเสนอว่า หุ้นในพอร์ตยังคงแนะนำให้ถือต่อ ยกเว้นการที่ SET Index มีการปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 1,3501,360 จึงจะมีสัญญาณลดพอร์ต นอกนั้นแนะนำให้ถือครองหุ้นต่อ หรือเลือกซื้อหุ้นเพิ่มเฉพาะหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น







