
ปูนนครหลวงกำไร817ล้านบาทหลังเศรษฐกิจฟื้น
ปูนซีเมนต์นครหลวงโชว์ผลงานไตรมาสแรกกำไร 817 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังเศรษฐกิจฟื้น ความต้องการปูนในประเทศเพิ่ม
ปูนซีเมนต์นครหลวงโชว์ผลงานไตรมาสแรกกำไร 817 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังเศรษฐกิจฟื้น ความต้องการปูนในประเทศเพิ่ม
บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง หรือ SCCC แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2553 มีกำไรสุทธิจำนวน 817 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 3.55 บาท เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 ซึ่งมีความสามารถในการทำกำไรอยู่ที่ 805 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 3.50 บาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 1.5% ความต้องการปูนซีเมนต์ภายในประเทศขยายตัว 7% ในไตรมาส 1 ปี 2553 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สืบเนื่องมาจากการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์จากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และโครงการลงทุนก่อสร้างของภาครัฐบาล
ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2553 บริษัทฯ มีรายได้สุทธิรวมจากการขาย 5,411 ล้านบาท สูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 ซึ่งมีรายได้สุทธิรวมจากการขาย 5,128 ล้านบาทอยู่ที่ 5.5% ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกปูนซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้น อัตรากำไรสุทธิจากการดำเนินงานสำหรับไตรมาสที่ 1 ปี 2553 อยู่ที่ 21.2% ปรับตัวลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีอัตรากำไรสุทธิจากการดำเนินงาน อยู่ที่ 25.5% ถึงแม้ว่าบริษัทประสบความสำเร็จในการลดต้นทุนการผลิตและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตก็ตาม ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลักเนื่องจาก ราคาขายปูนซีเมนต์ในประเทศลดลง
นอกจากนั้น ในไตรมาสที่ 1 ปี 2553 บริษัทได้มีการซ่อมบำรุงเตาเผาปูนซีเมนต์ประจำปี 2 หน่วย ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อต้นทุนขาย การแบ่งปันกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ในไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 817 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 3.55 บาท เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 ซึ่งมีความสามารถในการทำกำไรอยู่ที่ 805 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 3.50 บาท
บริษัทฯ ได้มีการคาดการณ์ถึงความต้องการปูนซีเมนต์ในประเทศว่าจะมีการปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2552 อัตรา 3% ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ของภาครัฐ บริษัทฯได้ตั้งเป้าถึงผลที่จะได้รับจากโครงการลดต้นทุนต่างๆ เช่น การลงทุนในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสำหรับโครงการจัดเตรียมเชื้อเพลิงและวัตถุดิบทดแทน และหน่วยผลิตไฟฟ้าจากลมร้อนเหลือใช้ของเตาเผา 5 และ 6 ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึงปีละ 25 เมกะวัตต์ โดยจะเริ่มดำเนินงานในเดือนกรกฎาคม 2553 นี้ อย่างไรก็ตาม ระดับราคายังอาจมีผลกระทบกับผลกำไรของบริษัทฯ ได้
สำหรับโครงการใหม่ 'Growing Green Together' ทางบริษัทฯ จะมุ่งมั่นพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสภาพแวดล้อม และด้านสังคม เพื่อผลประโยชน์โดยรวมสำหรับ ลูกค้า ชุมชน คู่ค้า และพนักงานของบริษัทฯ ต่อไป







