posttoday
รื้อโครงสร้างรัฐสภา พิทักษ์ผลประโยชน์ชาติ

รื้อโครงสร้างรัฐสภา พิทักษ์ผลประโยชน์ชาติ

25 มีนาคม 2557

โดย....ทีมข่าวการเมือง

โดย....ทีมข่าวการเมือง

รัฐสภาถือเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีสถานะเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทยในการออกกฎหมายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ซึ่งโครงสร้างนี้เริ่มถือกำเนิดตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475

ปัจจุบันโครงสร้างของระบบรัฐสภาไทยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งแต่ละสภาจะมีหน่วยงานราชการคอยสนับสนุนในการทำงานที่มีชื่อเรียกว่า สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แต่ทว่าทั้ง 4 องค์ประกอบดังกล่าวกลับเป็นแหล่งบ่มเพาะของปัญหานานัปการ

ในรายงานการวิจัยเรื่อง “การปรับโครงสร้างของระบบรัฐสภา” ของสถาบันพระปกเกล้า เห็นว่าโครงสร้างของสภาและวุฒิสภามีปัญหา โดยเฉพาะในด้านของการได้มาซึ่งตำแหน่ง อย่างในกรณีของ สส. ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้น มีผลให้เกิดความผูกมัดจน สส.ไม่สามารถกระทำตามความเห็นของตนโดยบริสุทธิ์ใจเพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทยได้

ขณะเดียวกัน ยังนำมาสู่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับคณะรัฐมนตรีที่ไม่มีความเหมาะสมด้วย เนื่องจากหาก สส.คนใดมีความเห็นไม่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลผ่านการออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมสภา ย่อมอาจถูกขับออกจากพรรคการเมืองที่สังกัดได้ ซึ่งในหลักการแล้วถือว่าไม่เป็นผลดีต่อการทำหน้าที่ของ สส.ในการพิทักษ์ประโยชน์ของประชาชน

นอกจากนี้ ในส่วนของการเข้าสู่ตำแหน่ง ของ สว.ก็พบว่ามีปัญหาและข้อโต้แย้งเช่นกัน กล่าวคือ สว.ที่มาจากการเลือกตั้งยังต้องพึ่งพาอาศัยกลไกการเลือกตั้งของ สส.และพรรคการเมือง จนทำให้ สว.ถูกครอบงำ ส่วน สว.ที่มาจากการสรรหา มีข้อโต้แย้งในด้านการขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน เพราะมาจากการเลือกของคณะกรรมการสรรหา

งานวิจัยดังกล่าวจึงขอเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ผู้สมัคร สส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อป้องกันระบบเผด็จการของผู้บริหารพรรคการเมือง สำหรับ สว.นั้นไม่จำเป็นที่ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ควรกำหนดที่มาของ สว.เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.ให้เป็น สว.โดยตำแหน่งตามองค์กรที่รัฐธรรมนูญกำหนด เช่น ปลัดกระทรวง หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ และ 2.ให้เป็น สว.ที่มาจากการสรรหาจากกลุ่มองค์กรทางสังคมหรือตัวแทนวิชาชีพ ซึ่งหลักการที่ให้ สว.ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง มีหลายประเทศได้ดำเนินการบังคับใช้อยู่ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี เป็นต้น

ขณะที่การทำงานของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ และวุฒิสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานให้กับ สส.และ สว. ก็ปรากฏว่ามีปัญหาไม่แพ้กัน ปัญหาที่ว่านั้นคือ ความเป็นอิสระ

งานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าอีกชิ้น เรื่อง “รัฐสภาและระบบสนับสนุนการทำงานของรัฐสภา : ศึกษาเปรียบเทียบไทยและสาธารณรัฐเกาหลี” พบว่าปัญหาส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างการบังคับบัญชาของหน่วยงานทั้งสองแห่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา (ก.ร.) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดกฎ ระเบียบ รวมทั้งกำกับดูแลเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล

ทั้งนี้ โครงสร้างของ ก.ร. จะมีประธานสภา ในฐานะประธานรัฐสภา เป็นประธาน ก.ร. และประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เป็นรองประธาน ก.ร. จากโครงสร้างดังกล่าวอาจทำให้เกิดการใช้อำนาจให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการรัฐสภา จนส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการที่ควรมีความอิสระและเป็นกลางได้

งานวิจัยชิ้นนี้เสนอว่าควรมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อสร้างหลักประกันความเป็นอิสระและความเป็นกลางให้กับข้าราชการ ไม่ให้ถูกแทรกแซงจากสมาชิกรัฐสภาที่ถือว่าเป็นฝ่ายการเมือง เช่น สำนักงานเลขาธิการสภาแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี แม้จะเป็นหน่วยงานที่อยู่ในการกำกับของประธานสภาแห่งชาติฯ โดยมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้บริหารสูงสุดของสำนักงานเลขาธิการสภาแห่งชาติฯ ได้ แต่การใช้อำนาจดังกล่าวจะต้องผ่านกลไกการกลั่นกรองจากคณะกรรมการกลั่นกรอง หรือที่ประชุมสภาแห่งชาติ

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ควรกระทำอีกประการ หนึ่งในการปฏิรูปรัฐสภา คือ การปลูกฝังระบบคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบทางการ เมือง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่