
อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
“อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ณ วินาทีนี้ก็คือ “อุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Industry)
“อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ณ วินาทีนี้ก็คือ “อุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Industry)
เพราะ “อุตสาหกรรมสีเขียว” คือ อุตสาหกรรมที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างปกติสุข สร้างสรรค์ และยั่งยืน
อุตสาหกรรมสีเขียว แสดงให้เห็นถึงการประกอบกิจการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม
อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (อุตสาหกรรมสีเขียว) จึงตอกย้ำถึงความอยู่รอดของภาคอุตสาหกรรมและการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน
จากข้อมูลของ World Economic Forum เกี่ยวกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่ามูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตลดลงจากร้อยละ 35 เหลือร้อยละ 27 ในขณะที่ภาคบริการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 59 เป็นร้อยละ 70 แนวโน้มดังกล่าวเกิดจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการในภาคบริการเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ดี นักวิจัยจากสถาบัน MIT และ Harvard ได้ศึกษาถึงโครงสร้างภาคการผลิตของ 129 ประเทศทั่วโลกจากข้อมูลด้านการค้าและการส่งออกเมื่อปี 2011 พบว่า ภาคอุตสาหกรรมยังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของโลกอย่างมาก เนื่องจากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจโลกเป็นผลพวงจากกิจกรรมด้านการผลิต ซึ่งส่งผลให้เกิดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และการกระจายตัวของธุรกิจสนับสนุนต่างๆ ตามมา และยิ่งมีสินค้าที่มีความซับซ้อนเท่าไร กระบวนการผลิตก็จะมีความก้าวหน้ามากขึ้น ส่งผลให้ประเทศมีความมั่งคั่งมากขึ้นด้วย
แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของทุกประเทศ แต่หากกระบวนการผลิตก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนโดยรอบแล้ว ปัญหาความขัดแย้งและไม่ยอมรับของสังคมและชุมชนก็จะเกิดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
ทุกวันนี้ภาคอุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างปกติสุข จึงต้องให้ความสำคัญกับ 2 ปัจจัยสำคัญ อันได้แก่
(1) การประกอบกิจการบนพื้นฐานของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่เป็นไปตามความต้องการของตลาด รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และที่สำคัญที่สุดก็คือ การประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
(2) การประกอบกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จากเดิมที่ผลิตสินค้าที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองสูง ก็ต้องออกแบบเป็นระบบประหยัดพลังงาน จากเดิมที่ต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิตจำนวนมาก ก็ต้องปรับระบบให้ใช้ในอัตราที่เหมาะสม หรือจากเดิมที่สร้างปัญหาด้านมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ก็ต้องปรับระบบใหม่เพื่อลดและป้องกันมิให้เกิดผลกระทบ พร้อมกับการสร้างความเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในปัญหา เพื่อให้เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พัฒนาไปพร้อมๆ กัน
ปัจจัยสำคัญทั้งสองประการข้างต้นจึงเป็นที่มาของการเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว” ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ส่งเสริมและพัฒนาโรงงานและสถานประกอบการอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานคือ ความมุ่งมั่นขององค์กร (ระดับที่ 1) โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของผู้บริหารต้องมีความชัดเจนว่าจะให้การสนับสนุนและมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อมีความมุ่งมั่นแล้วจะต้องมีแผนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้จริง (ระดับที่ 2) จากนั้นค่อยๆ พัฒนาจนเป็นระบบที่เป็นมาตรฐานทั้งการปฏิบัติและการบริหารจัดการ (ระดับที่ 3) จากนั้นก็เชิญชวนบุคลากรทุกคนให้มีส่วนร่วมจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร (ระดับที่ 4) และระดับสูงสุด (ระดับที่ 5) ก็คือการขยายแนวทางการปฏิบัติไปสู่เครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังอนุญาตให้ผู้ที่ผ่านการประเมินความเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว” สามารถใช้ตราสัญลักษณ์อุตสาหกรรมสีเขียว พิมพ์บนหีบห่อบรรจุภัณฑ์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ได้ด้วย
“อุตสาหกรรมสีเขียว” จึงเป็น “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่สังคมยอมรับทั้งภายในและต่างประเทศ เพราะนอกจากจะลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดการสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ก็ยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ โดยสร้างงานและสร้างความสุขให้กับทุกผู้คนในประเทศได้ด้วย ครับผม !







