
"ดีสโตน"เจาะตลาดยางรถพม่าหวังเออีซีบูมยอดขายรวม
ธุรกิจไทยต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับตัวเอง ในยุคที่การแข่งขันทวีความเข้มข้นมากขึ้น
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ธุรกิจไทยต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับตัวเอง ในยุคที่การแข่งขันทวีความเข้มข้นมากขึ้น
เช่นเดียวกับผู้ผลิตยางรถยนต์ วัลยา วงศาริยวานิช รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีสโตน เล่าว่า บริษัทของเธอทำการค้าขายกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนมาระยะหนึ่งแล้ว แม้ดูเหมือนว่าตลาดรถยนต์ในประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศจะยังไม่เติบโตนัก แต่ก็มีตลาดที่เข้าไปเจาะได้เสมอมา
“ที่ผ่านมากลุ่มซีแอลเอ็มวีซื้อสินค้ายางรถจักรยาน ยางรถมอเตอร์ไซค์ ยางรถบรรทุก และยางรถบัสจำนวนมาก เพราะยางเหล่านี้คือยางที่พวกเขาต้องใช้จริงกับพาหนะของเขา พวกเขายังเป็นตลาดสดใหม่ที่รอการเติบโตของตลาดรถยนต์และยางรถยนต์ในอนาคตด้วย”
เธอมองว่า การเปิดประชาคมอาเซียนจะเปิดทั้งช่องทางการค้าและการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการเพิ่มเติม ใครที่เคยทำการค้าผ่านชายแดน แล้วตั้งตัวแทนจำหน่ายในประเทศนั้นๆ เช่นเดียวกับดีสโตนก็อาจปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ได้
สำหรับดีสโตนมองพม่าเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากข้อดีหลายประการ คือ 1.เมื่อเปิดประชาคมอาเซียนน่าจะมีพาหนะข้ามแดนกันมากขึ้น 2.พม่าน่าจะเป็นฐานสำคัญในการบุกตลาดอินเดียและตลาดจีน และ 3.พม่ามีค่าแรงขั้นต่ำถูกกว่าไทยค่อนข้างมาก หากเข้าไปลงทุนก็จะช่วยประหยัดต้นทุนค่าแรงลงไปได้มหาศาล
“ต้นทุนสำคัญของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มาจาก 2 ส่วน 1.ต้นทุนค่าแรง และ 2.ต้นทุนโลจิสติกส์ เรามองว่าถ้าเข้าไปในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า จะช่วยลดต้นทุนทั้งสองส่วนนี้ได้”
เธอเสริมว่า หากมองในแง่ขนาดตลาด ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งอาจมองอินโดนีเซียกับเวียดนาม เพราะมีฐานประชากรค่อนข้างมาก สำหรับดีสโตนมอง 2 ประเทศดังกล่าวในแง่การลงทุน แต่จะรอดูสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งไทยและอาเซียนก่อน เพราะดีสโตนเคยเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ต้องถอยทัพกลับมาเพราะสภาพเศรษฐกิจ
หลังจากนี้ ดีสโตนแบ่งแผนออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย 1.การขยายกำลังการผลิต รองรับการเติบโตของตลาดในอาเซียน จากเดิมมีโรงงาน 5 แห่ง แบ่งเป็นในอ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร 2 แห่ง และนครปฐมอีก 3 แห่ง มีแรงงานร่วม 7,000 คน กำลังผลิต 2 แสนตันต่อปี ต่อจากนี้จะลงทุนโรงงานเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท
2.การลงทุนระบบการกระจายสินค้าในพม่าโดยจะหาบริษัทพันธมิตรชาวไทยไปร่วมลงทุนในปี 2558 นี้ พร้อมตั้งบริษัทจัดจำหน่ายอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ดีสโตนเคยเข้าร่วมการอบรมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอด้วยเพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของตัวเอง หาคำแนะนำที่เหมาะสม และศึกษาข้อมูลสิทธิประโยชน์ที่อาจจะได้ในอนาคต เช่น การยกเว้นภาษีเครื่องจักร
ดีสโตน มีสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 30% ผลิตเพื่อการส่งออก 70% โดยส่งไปสหรัฐอเมริกา 35% ของยอดการส่งออก และเอเชียซึ่งเป็นอาเซียนเกือบทั้งหมดอีกราว 10% ส่วนที่เหลือกระจายไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วโลก
แต่นับจากนี้ ดีสโตนจะตั้งเป้าหมายใหม่ แม้ยอดขายทุกภูมิภาคจะยังคงเติบโตขึ้น แต่จะหันมาให้ความสำคัญกับตลาดในภูมิภาคมากขึ้น จากเดิมที่ยอดขายในอเมริกาเติบโตปีละ 20% อาจเหลือเพียง 10% ขณะที่ยอดขายในเอเชียที่เคยเติบโตปีละ 15% ก็จะปรับเป้าเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 20% โดยใช้สินค้ายางรถยนต์ ยางบรรทุกเรเดียล เป็นสินค้าหลักในการรุกตลาดยึดหัวหาดทั้งซีแอลเอ็มวีและมาเลเซีย
“ปัจจุบันเรามียอดขายรวมประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี ต่อจากนี้เมื่อมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นพร้อมรับการขยายตัวของตลาดต่างๆ ในภูมิภาคเราเชื่อว่าภายใน 3 ปี เราจะมียอดขายรวมถึง2 หมื่นล้านบาท"







